Categories
blockchain

รู้จัก blockchain เทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนโลกการเงินดิจิทัลในอนาคต

blockchain คือเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในธุรกรรมการเงิน ให้มีความปลอดภัย โปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เป็นการทำธุรกรรมการเงินโดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง สามารถโอนโดยไม่ต้องแปลงสกุลเงิน เหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกรรมออนไลน์ เป็นเทคโนโลยีมีระบบการเก็บข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ได้รับการปกป้องจะถูกแชร์และจัดเก็บเป็นสำเนาไว้ในเครื่องของทุกคนที่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันเสมือนห่วงโซ่ ทำให้ยากต่อการแฮ็กข้อมูล blockchain จึงนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมในแง่ของเครดิต นอกจากนี้ ยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามารองรับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลด้วย

หากคุณสนใจอยากเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่ blockchain ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องรู้จัก และเรียนรู้ไว้ เพราะในอนาคตระบบการใช้เงินดิจิทัลออนไลน์จะมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้ ชีวิตประจำวันของมนุษย์เกี่ยวข้องแล้วต้องอยู่กับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เรามาทำความรู้จัก blockchain เพื่อเป็นความรู้ไว้ใช้ต่อยอดการทำธุรกิจในอนาคตกันเลย

blockchain

ที่มาภาพ : https://dpux-reskill.dpu.ac.th 

เทคโนโลยีบล็อกเชน สามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง

นอกจากการบันทึกข้อมูลธุรกรรมออนไลน์ทางการเงินของบิตคอยน์แล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าปัจจุบันนี้ ผู้คนนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับอะไรบ้าง

1.การซื้อขายหุ้น เทคโนโลยี Blockchain ทำให้การซื้อขายหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำให้การยืนยันการซื้อขายสามารถทำได้แทบจะทันที เพราะว่าตัดตัวกลางออกไป ทำให้การซื้อขายทำได้เร็วขึ้น

2.การปกครอง เทคโนโลยีฐานข้อมูลแบบกระจาย นำความโปร่งใสเข้ามาสู่ระบบเพราะคนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์กับการเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น 

3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในหลายๆ ประเทศ มีการนำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลแทนโฉนด หรือการนำบล็อกเชนมาช่วยในการแบ่งการเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ยังมีหลายประเทศที่ใช้ Blockchain สำหรับการจดทะเบียนที่ดินด้วย

4.ธุรกิจโรงพยาบาล ได้มีการนำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลการรักษาของคนไข้และมาช่วยตรวจสอบที่มาของยาแต่ละชนิด ป้องกันการปลอมแปลง

5.ธุรกิจการเงิน ซึ่งเป็นธุรกิจแรกๆ ที่บล็อคเชนถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ มีการนำบล็อกเชนมาจัดการเรื่อง ข้อมูลลูกค้าและ Credit Score บนระบบกู้ยืมทางออนไลน์ หรือไปจนถึงการใช้ Token ในการระดมทุนต่างๆ ทั้ง ICO IEO หรือ STO 

6.ธุรกิจค้าปลีก ได้มีโครงการนำข้อมูลอาหารที่ขายมาเก็บเพื่อดูสายการผลิตจากโรงงานมาถึงชั้นวางของ 

7.ธุรกิจพลังงาน ได้มีการขยายมาที่เมืองไทยเพื่อพัฒนาการซื้อขายพลังงานแบบ Peer to peer โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือ WePower บริษัทจาก Estonia ก็ทำเรื่องคล้ายๆ กันแต่เน้นไปทางพลังงานทดแทนเป็นหลัก

8.ธุรกิจการศึกษา มีบางประเทศได้มีการออกปริญญาบัตร Certificate และก็ Transcript บนเทคโนโลยีบล็อกเชนเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ยังสามารถใช้บล็อกเชนในการจัดการข้อมูล ระดมทุน และป้องกันการฟอกเงิน รวมถึงการทำความรู้จักลูกค้าได้ด้วย

blockchain

ที่มาภาพ : https://isg-one.com/consulting/blockchain/articles 

สรุปการทำงานของบล็อกเชน

ประโยชน์ของบล็อกเชนคือสามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมออนไลน์ย้อนหลังได้จากทุกฝ่าย ไม่สามารถทุจริตได้ เพราะข้อมูลไม่สามารถปลอมแปลงได้ สามารถจัดเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมหรือสัญญาการทำธุรกรรมออนไลน์ได้ และจะแจ้งเตือนเมื่อสัญญานั้นกำลังจะหมดอายุ เมื่อทำธุรกรรมก็สามารถประหยัดเวลาแลัค่าใช้จ่ายไปได้มาก เพราะไม่ต้องผ่านตัวกลาง ดังนั้นเราจึงสามารถนำบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เพราะมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ

ปัจจุบันนี้ในประเทศไทยก็มีการนำบล็อกเชนมาใช้งานมากขึ้น เนื่องจากมีนักลงทุนมากมายที่สนใจลงทุนในระบบดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีการนำบล็อกเชนมาใช้ในระบบจัดเก็บเอกสาร การทำสัญญาระหว่างบริษัทมากขึ้นอีกด้วย

Categories
blockchain

ฝรั่งเศสและสิงคโปร์สอบผ่าน! เดินหน้าเทคโนโลยี blockchain ทำ CBDC ข้ามพรมแดน

เมื่อไม่นานนี้เอง ธนาคารแห่งประเทศฝรั่งเศสและสิงคโปร์ (MAS) ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการทดลอง settlement ข้ามพรมแดน ที่ใช้ทั้ง CBDC และเทคโนโลยี blockchain ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยการทดลองดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก Onyx หน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิทัลของ JPMorgan 

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/man-wearing-vr-headset-pointing-cyber-security-hologram_13313128.htm#page=1&query=blockchain&position=1#position=1&page=1&query=blockchain 

ความสำเร็จด้านเทคโนโลยี Blockchain ของฝรั่งเศสและสิงคโปร์สู่ใบเบิกทาง CBDC ข้ามพรมแดน!

สำหรับการประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยี Blockchain ของธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศสและธนาคารกลางสิงคโปร์ ที่ได้จำลองการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน โดยการทดลองนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Onyx หน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิทัลของ JPMorgan บล็อกเชนที่ได้รับอนุญาต (privacy blockchain) ซึ่ง Onyx อยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน Quorum blockchain ของธนาคารเพื่อการลงทุน

จากการทดลองดังกล่าวพบว่า “ในขณะที่การทดลองถูกจำกัดไว้ที่ธนาคารกลาง 2 แห่ง แต่การออกแบบเครือข่าย m-CBDC หรือ multiple CBDCs ทำให้สามารถขยายขนาดได้ เพื่อรองรับการมีส่วนร่วมของธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แตกต่างกัน” ซึ่งนี่อาจเป็นใบเบิกทางและเป็นโครงการนำร่องที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานร่วมกันของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ประเภทต่าง ๆ กับโหนดบล็อกเชน ทั้งแบบโครงสร้างพื้นฐาน คลาวด์ส่วนตัว และสาธารณะในฝรั่งเศสและสิงคโปร์ 

นอกจากนี้ธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศสยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า การทดลองนี้เป็นหนึ่งในความสำเร็จล่าสุดภายในโครงการทดลอง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2021ด้าน Sopnendu Mohanty ผู้บริการด้านฟินเทคของ MAS กล่าวว่า ความคืบหน้าใหม่นี้จะช่วยให้สถาบันการเงินในหลายประเทศสามารถ “ทำธุรกรรมระหว่างกันโดยตรงในสกุลเงินต่าง ๆ ได้” 

blockchain

CR : https://cryptointrend.com/shenzhen-consumers-spend-8-8-million-yuan-in-largest-trial-of-digital-yuan/ 

การทดลอง CBDC ก้าวสำคัญของเทคโนโลยี Blockchain 

CBDC เปรียบเสมือนกับเงินสดที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากธนบัตรหรือเหรียญที่จับต้องได้ เข้าไปอยู่ในระบบดิจิทัลแทน อาจกล่าวได้ว่านี่คือเทคโนโลยี Blockchain ที่ทำหน้าที่เหมือนกับแอปพลิเคชันธนาคาร, แอปเป๋าตังค์ และแอปทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์อื่นๆ ที่เราคุ้นชินกัน ต่างเพียงแค่ชื่อเรียก 

โดยระบบและคุณค่าของ CBDC จะมีธนาคารกลางเป็นผู้รับรองคุณค่าและควบคุมระบบ ที่พิเศษกว่านั้นคือมีระบบความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ในระดับเดียวกันหรือมากกว่าคริปโตฯ เพราะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเช่นเดียวกันเป็นตัวกลาง 

ความแตกต่างระหว่าง CBDC กับ คริปโตฯ คือการที่คริปโตฯ เป็นระบบการเงินแบบ ไร้ตัวกลาง ไม่มีผู้ควบคุมระบบ คุณค่าเกิดจากปัจจัยการลงทุนด้านอุปสงค์และอุปทาน ยิ่งมีคนต้องการมาก ราคายิ่งขึ้น แต่เมื่อมีคนต้องการน้อย ราคาก็จะลดลง ต่างจาก CBDC ที่มีการรับรองมูลค่าให้คงที่เหมือนกับที่ธนาคารกลางทำให้กับ CBDC อาจกล่าวได้ว่านี่คือจุดแข็งของ CBDC ที่ช่วยเปลี่ยนระบบการเงินให้ง่ายขึ้น ไวขึ้น และไม่มีค่าธรรมเนียมให้กวนใจคุณ

และเมื่อถึงช่วงเวลาที่น่ากลัวอย่างวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ธนาคารล้มละลาย คนฝากเงินกับธนาคารไม่ได้อะไรกลับคืนมา สิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับ CBDC อย่างแน่นอน เพราะเงินดิจิทัลจะถูกเก็บอยู่ภายในกระเป๋าเงินออนไลน์ของเรา โดยเชื่อมต่อกับระบบของธนาคารกลาง ไม่ต้องเก็บผ่านบัญชีธนาคารพาณิชย์

Categories
blockchain

เครื่องมือเพื่อ ‘reorg’ Blockchain ของ Ethereum ถูกค้าน! เหตุอันตรายเกินไป

ไม่ได้ไปต่อเสียแล้วกับเครื่องมือเพื่อ ‘reorg’ Blockchain ของ Ethereum ซึ่งถูกคิดค้นโดยนักพัฒนาอิสระท่านหนึ่ง เนื่องจากมันอาจทำให้เครือข่ายของ Ethereum เผชิญกับวิกฤตที่อาจสนับสนุนแผนการเพิ่มอำนาจให้กับนักขุดเพื่อการ re-organize blockchain ของ Ethereum แบบไม่รู้ตัวจนเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเลเยอร์ consensus บนเครือข่าย Ethereum

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/cropped-image-businessman-sitting-by-table-cafe-analyzing-indicators-laptop-computer-while-using-smartphone_6876012.htm#page=1&query=cryptocurrency&position=13 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Blockchain ของ Ethereum อาจประสบกับวิกฤติ MEV

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้ Twitter รายหนึ่งนามว่า @EdgarArout ซึ่งเป็นนักพัฒนาอิสระ กำลังพยายามหาช่วงโหว่ในการแก้ปัญหาการจัดระเบียบ blockchain (re-organize) ของ Ethereum อย่างเรื่องค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไปจาก miner extractable value (MEV)

อาจกล่าวได้ว่า MEV คือตัวกำหนดว่าธุรกรรมนั้นจะถูกนำไปใส่ใน blockchain เมื่อไหร่ และอย่างไร ภายใต้ข้อกำหนดที่ว่า

“MEV นั้นรวมถึงผลกำไร ‘แบบดั้งเดิม’ ที่ได้จากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและรางวัลบล็อก, และผลกำไร ‘แบบไม่ปกติ’ จากการ reorganize ธุรกรรมใหม่, การแทรกแซงธุรกรรม, และการเซ็นเซอร์ธุรกรรมภายในบล็อกที่นักขุดทำการยืนยัน” อ้างอิงจากโพสต์ของเขา

ปัจจุบันกลยุทธ์ MEV ในเครือข่าย Ethereum ได้มีการนำเอา bot มาใช้เพื่อตรวจสอบและจัดการกับธุรกรรม ETH ที่กำลังรออยู่ใน mempool ซึ่งมักจะใช้วิธีลักไก่อย่างรอการ trade ที่เหมาะสมแล้วทำการคัดลอก trade ดังกล่าวด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น เพื่อทำการ front-run ธุรกรรมที่ควรจะได้ไปก่อน เรียกได้ว่าข้อเสนอของ EdgarArout นั้นจะทำให้นักขุดในเครือข่าย Ethereum หาประโยชน์จาก MEV ได้มากขึ้นนั่นเอง

สอดคล้องกับ Flashbots กลุ่มที่จัดทำเอกสารและศึกษาการใช้บอทเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้นใน Blockchain พวกเขาสังเกตเห็นว่าปัจจุบันมีการนำเอา Bot มาใช้เพื่อการ bid ค่าธรรมเนียมให้สูงขึ้น เพื่อให้ธุรกรรมของคนใช้ bot สามารถไปถึงปลายทางได้เร็วขึ้น สร้างความได้เปรียบในการเทรด

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/person-holding-mobile-phone-analyzing-twitter-graph_2579939.htm#page=1&query=Twitter&position=16#position=16&page=1&query=Twitter 

เสียงที่แตกต่างจากชุมชน Ethereum ผู้ใช้ Blockchain นี้เช่นกัน

ผู้ใช้งานใน Twitter ที่ชื่อว่า “ChainLinkGod” ได้ออกมาแสดงความเห็นและมุมมองที่ต่างออกไปว่า

“การช่วยให้นักขุดจัดระเบียบ Ethereum blockchain เพื่อหาประโยชน์จาก MEV ไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะไม่เพียงแต่มันจะส่งผลให้ UX แย่ลงจนต้องมีการ confirm การทำธุรกรรมมากขึ้นแล้ว มันยังทำให้เกิดความไม่เสถียรของ chain เมื่อมีโอกาสในการทำ MEV ขนาดใหญ่เกิดขึ้น และ chain นั้นจะต้องหยุดลงเนื่องจากนักขุดต้องมาต่อสู้เพื่อแย่งชิงมัน” เขากล่าว

Mudit Gupta ผู้พัฒนาหลักของ SushiSwap คิดว่าวิธีลักไก่อย่างรอการ trade ที่เหมาะสมแล้วทำการคัดลอก trade ดังกล่าวด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น เพื่อทำการ front-run ธุรกรรมที่ควรจะได้ไปก่อนอาจส่งผลกระทบที่เลวร้ายกว่านั้นมาก เขากล่าวว่าการกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่ผู้ขุดหารายได้จาก DeFi ทำการ rugpull พวกนักทำ rugpull อีกทีหนึ่ง 

สอดคล้องกับ Gupta ที่เปรียบว่าสิ่งนี้เหมือนกับการโจมตี 51% แต่อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าชุมชนไม่มีอำนาจที่จะหยุด EdgarArout จากการดำเนินการตามแผนของเขา สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่ลดโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ให้เหลือน้อยที่สุดเท่านั้น

Categories
blockchain

Cardano ชูโรง Smart Contract เดือนสิงหาคมนี้ หวังอัปเกรด blockchain ของตนเอง!

Input Output HongKong (IOHK) บริษัทผู้พัฒนาและอยู่เบื้องหลัง blockchain ของ Cardano ได้ออกมาเปิดเผยถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้าน smart contract ตัวช่วยที่จะทำให้การเคลื่อนย้ายเงินของนักลงทุนปลอดภัยขึ้น โดยมีแพลนว่าจะเปิดให้ใช้บริการในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้!

blockchain

CR: https://cryptosiam.com/ageusd-stablecoin-will-launch-on-cardano-blockchain/ 

Cardano อัปเกรด Blockchain ตัวเอง หวังรองรับภาคธุรกิจ!

Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง IOHK บริษัทผู้สร้าง Cardano หรือ เหรียญ ADA ได้ออกมาเปิดเผยว่าตัวอัปเกรด Alonzo นั้นจะมีการเพิ่ม smart contract เข้าไปใน blockchain ของ Cardano โดยผลลัพธ์ที่ได้ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปบน Cardano ได้ นับว่าเป็นฟังก์ชันที่หลาย ๆ คนกำลังเฝ้ารอกันอย่างมาก โดยคาดว่า smart contract จะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งการอัปเกรดดังกล่าวนั้นมีเป้าหมายหลัก ๆ เพื่อรองรับบริษัทขนาดใหญ่ และให้การรองรับ decentralized finance (DeFi) อีกด้วย 

โดย Charles Hoskinson กล่าวเพิ่มเติมว่า

“Smart contract นั้นถือเป็นก้าวต่อไปของวิวัฒนาการของ Cardano หากจะให้การรองรับภาคธุรกิจได้ทุก ๆ วันนั้น ตัว blockchain จะต้องสามารถการันตีได้ว่าลูกค้ารายบุคคลสามารถทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบที่ปลอดภัยได้”

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงตอนนี้ บริษัทได้พัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่าง Alonzo Protocol ของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า smart contract นั้นจะช่วยทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ ปลอดภัยขึ้น และการ settle มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/earth-spacecraft-elements-this-image-furnished-by-nasa_13180421.htm#page=1&query=%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94&position=2 

หรือการที่ Cardano อัปเกรด Blockchain ตัวเอง จะทำให้ถึงฝั่งฝัน!

Michael Peyton Jones หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ IOHK ได้ออกมาพูดถึงการที่ Cardano อัปเกรด Blockchain ตัวเอง ว่านี่คือการพัฒนาแอปพลิเคชันระดับองค์กรโดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมและวิธีที่ Alonzo จะปลดล็อกกรณีการใช้งานเหล่านี้

“ในขณะที่ multi-asset กำลังช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างสกุลเงินที่ไม่ซ้ำใคร ( NFT) ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะกระตุ้นให้ธุรกิจเกิดความต้องการในสกุลเงินดังกล่าว Alonzo ก็จะนำเสนอแพลตฟอร์มอเนกประสงค์สำหรับการสร้างสัญญา Smart contract ที่จะทำงานร่วมกับ NFT การระดมทุนหรือการประมูลเป็นต้น”

นอกจากนี้แล้ว Jones ยังได้กล่าวถึง การทำงานร่วมกับเว็บเทรดแบบ DeFi, การสร้างแอปพลิเคชันที่รองรับเหรียญ Stablecoin แบบ Centralize และแอปพลิเคชันติดตามธุรกรรมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ภายในห่วงโซ่อุปทาน

ภายหลังจากที่ออกข่าว ไม่เพียงแต่ผู้คนให้ความสนใจเกี่ยวกับ Cardano เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ราคาของเหรียญ ADA ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตฯ ของ Cardano ยังเพิ่มขึ้นไปถึง 722% จาก 0.18 ดอลลาร์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.48 ดอลลาร์ ปัจจุบันเหรียญดังกล่าวถูกซื้อขายอยู่ที่ 1.19 ดอลลาร์ และมี marketcap อยู่ที่ราว ๆ 4 หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว อาจกล่าวได้ว่าขณะนี้ Cardano กำลังแสดงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ อย่างการสร้างบัญชีแยกประเภทแบบกระจายอำนาจในทั่วโลก




Categories
blockchain

Blockchain เทคโนโลยีทำธุรกรรมออนไลน์ด้วย DeFi

เทคโนโลยี Blockchain ถือเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่ามากในช่วงนี้ เนื่องจาก หลักการทำงานของบล็อคเชน ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยที่หลายคนต้องยอมรับ ซึ่งทุกวันนี้เองในทีมงานของ Blockchain ต่างหาวิธีพัฒนาให้เป็นระบบที่ครบถ้วน ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ ให้การทำธุรกรรมออนไลน์ออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด ซึ่งตอนนี้ รูปแบบของบล็อคเชนอย่าง DeFi ที่กำลังเป็นที่นิยม ซึ่ง DeFi นี้คืออะไร แล้วตอนนี้ประเทศไทยสามารถใช้ DeFi ได้หรือไม่

Cr: https://www.packagingdigest.com/

Blockchain ทำธุรกรรมผ่านโครงการ DeFi 

เนื่องจาก Blockchain มีหลักการทำงานของบล็อคเชนที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ DeFi เป็นรูปแบบของบล็อคเชน รูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีโครงการ DeFi เกิดขึ้นมากมาย เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จักว่า DeFi คืออะไร ข้อพิจารณาก่อนทำธุรกรรม DeFi เป็นอย่างไร 

DeFi คือ บริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนระบบบล็อคเชน ที่ไม่พึ่งพาตัวกลาง ใช้กลไกในการควบคุมการดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดผ่านสัญญาอัจาฉริยะ (Smart Contract) ซึ่งระบบการทำงานเช่นนี้ทำให้ DeFi เป็นระบบที่มีจุดเด่นเรื่องความน่าเชื่อถือ การทำงานอย่างถูกต้อง และความปลอดภัยของเทคโนโลยีหลัก ซึ่งแตกต่างจากบริการทางการเงินรูปแบบดั้งเดิมที่ความสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติงานของผู้ให้บริการอย่างสถาบันทางการเงิน 

ปัจจุบันโครงการ DeFi มีผู้ร่วมใช้งานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีกิจกรรมที่ครอบคลุมการให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การให้ยืมและยืมสินทรัพย์ดิจิทัล (Lending & Borrowing) ซึ่งผู้ทำธุรกรรมสามารถฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนและส่วนแบ่งจากการให้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลและค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล (Decentralized Exchange) ซึ่งเป็นการให้บริการแบบกระจายศูนย์ 

นอกจากนี้ทางระบบ DeFi จะไม่มีการเก็บรักษาสินทรัพย์สินของลูกค้า โดยผู้ทำธุรกรรมจะต้องเชื่อมต่อกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Wallet ของตนกับเว็บไซต์ผู้ให้บริการ เมื่อต้องการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลหรือกิจกรรม เช่น การบริการจัดการสินทรัพย์ หรือ Asser Management โดยให้บริการผ่านแพล็ตฟอร์มแบบกระจายศูนย์ และยังมีการออกแบบโทเคนดิจิทัล เช่น Liquidity Provider (LP) token, Governance Token หรือ Token อื่นๆ ให้แก่ผู้ที่ทำธุรกรรมในโครงการ DeFi ตลอดจนถึงการทำกิจกรรมอื่น เช่น ให้รางวัล ชิงโชค และ หลายโครงการยังมีการต่อยอดกิจกรรมเพื่อเพิ่มปริมาณธุรกรรมและส่งเสริมให้มีการใช้งาน Token ของโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ 

ทั้งนี้ระบบ DeFi ยังเป็นเรื่องใหม่และยังเป็นระบบที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ที่สนใจ DeFi ในประเทศ ควรจะต้องพิจารณาก่อนดำเนินการว่าธุรกรรมนี้เข้าข่ายการออกเสนอขายโทเคนดิจิทัล หรือเป็นการประกิบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องได้รับอนุญาตหรือไม่ ซึ่งทาง ก.ล.ต. เองก็มีการเคลื่อนไหวออกแถลงการณ์เกี่ยว DeFi แล้ว

Cr: https://currency.com/

ก.ล.ต. เตือนการทำธุรกรรมผ่าน DeFi ต้องทำตามกฎหมาย

เราก็พอจะทราบถึงข้อมูลของ DeFi ซึ่งเป็นรูปแบบของบล็อคเชนรูปแบบหนึ่ง กันไปบ้างแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าในประเทศไทยของเรา ถ้าคุณต้องการใช้งาน Blockchain โครงการ DeFi จะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง

ซึ่งทางด้าน ก.ล.ต เองก็ออกมาเตือนว่าการทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านโครงการ DeFi จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต และใบอนุญาตจาก รมต.คลัง ทั้งที่ทาง ก.ล.ต. เองก็ได้ออกหนังสือเตือนการทำธุรกรรม DeFi โดยระบุว่า ด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีการนำหลักการทำงานของบล็อคเชนเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมต่างๆ อย่างเช่น DeFi ซึ่งเป็นการบริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนระบบ Blockchain 

อย่างไรก็ตาม ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 (พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) การออกโทเคนดิจิทัลต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ต้องเปิดเผยข้อมูลตามที่กำหนด และเสนอขายผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้ง ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (exchange) นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (broker) ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (dealer) ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (private fund management) และที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล (investment advisor) หากต้องการทำธุรกรรม DeFi จะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจตามประเภทที่ได้รับอนุญาต

รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนำโทเคนดิจิทัลที่ออกเสนอขายไปจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขาย จะต้องปฏิบัติตามกฎการคัดเลือกและจดทะเบียน (Listing Rules) ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. นอกจากนี้กิจกรรมอื่นๆ เช่น การให้กู้ยืม ให้รางวัล หรือชิงโชคต่างๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎด้วยเช่นกัน 

ท้ายที่สุดผู้ประกอบธุรกิจและผู้ซื้อขายควรศึกษาโครงการ DeFi ก่อนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในด้าน

เทคนิค ด้านความปลอดภัย รวมถึงข้อกำหนด เงื่อนไข และฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ 

Categories
blockchain

Blockchain กับ Bitcoin เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ในช่วงปีนี้เรียกว่าธุรกรรมการเงินออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยื่งการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ซึ่งเป็นตัวเร่งทำให้ทั่วโลกต่างทำธุรกรรมการเงินออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเมื่อทำธุรกรรมการเงินออนไลน์หลายคนคงเริ่มรู้จัก เทคโนโลยี Blockchain เรียกว่าได้รับความนิยมอย่างมาก แล้วจะต้องมีอีกคำที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยนั่นก็คือ Bitcoin ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่าทั้ง 2 อย่างนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร เราเตรียมข้อมูลมาให้คุณแล้ว

Cr: https://finserving.com/ 

Blockchain กับ Bitcoin มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

Blockchain ถ้าแปลแบบตรงๆ บล็อก (Block) คือ การเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่งที่สามารถให้คุณแบ่งเป็นส่วนๆ และนำมาร้อยต่อกันไปเรื่อยๆ เหมือนโซ่คล้อง (Chain) โดยหลักการทำงานของบล็อคเชน เราจะต้องเข้ารหัสทางคอมพิวเตอร์เพื่อความปลอดภัย ซึ่งทำให้ข้อมูลถูกเก็บ ณ เวลาใด มีการแก้ไขข้อมูลตอนไหน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งและกระจายเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ในเครือข่าย Blockchain

จึงทำให้หลักการทำงานของบล็อคเชนที่ถูกเขียนลงไป จึงมีความน่าเชื่อถือ เพราะทุกคนที่อยู่ในเครือข่ายจะเห็นการเปลี่ยนแปลงพร้อมๆกัน ซึ่งถ้าใครต้องการแก้ไขก็ต้องใช้วิธีไปแก้ในคอมพิวเตอร์เครื่องของทุกคนที่อยู่ในเครื่อข่ายนั้น ซึ่งอาจจะยุ่งยากหน่อยสำหรับเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ 

ทั้งนี้ Bitcoin คือ สกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับทาง Blockchain ตรงที่ Blockchain คือ เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของข้อมูล แต่ Bitcoin คือ สกุลเงินบนโลกดิจิทัล แต่ทั้ง 2 อย่างก็ไม่ได้มีความหมายเดียวกัน แต่โมเดลของ Bitcoin มีความจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี Blockchain เพื่อให้การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลนี้มีความปลอดภัย 

และด้วยระบบบล็อคเชนมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างดีเยี่ยม ดังนั้นจึงมีความเกี่ยวข้องได้กับทุกอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ได้เป็นระบบที่ใช้งานกับธุรกรรมออนไลน์เท่านั้น โดยบล็อคเชนยังเหมาะกับประเภทธุรกิจอื่นอีก 

Cr: https://www.information-age.com/ 

  • ธุรกิจการเงิน : เป็นธุรกิจแรกๆ ที่บล็อคเชนถูกพัฒนามาเพื่อใช้งาน ตัวอย่างเช่น โครงการอินทนนท์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะใช้บล็อคแเชนมาแทนเครือข่ายเเน็ตที่มช้ระหว่างธนาคาร หรือแม้กระทั่งโครงการ JFIN ของทางเจมาร์ท (JMART) ที่นำบล็อคเชนจัดการเรื่องข้อมูลลูกค้าและ Credit Score บนระบบกู้ยืมทางออนไลน์ ซึ่งบล็อคเชนนี้ถือเป็นโอกาสใหม่ของคนไทยส่วนใหญ่ที่ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีที่ให้บริการทางการเงิน ต้องไปใช้บริการกู้เงินนอกระบบแทน
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ : ในหลายๆ ประเทศ เช่น มอลต้า อังกฤษ UAE มีการนำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลแทนโฉนด (Land Registry) หรือการนำบล็อกเชนมาช่วยในการแบ่งการเป็นเจ้าของ ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานมากขึ้น (Asset Tokenization)
  • ธุรกิจโรงพยาบาล : โครงการ Medrec ของทาง MIT หรือ SimplyVital ที่นำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลการรักษาของคนไข้ เพิ่มความโปร่งใส และความปลอดภัย ซึ่งในเมืองไทยก็มีของบริษัท Smart Contract Thailand ที่ทำเรื่องนี้ หรือ FarmaTrust การนำบล็อกเชนมาช่วยตรวจสอบที่มาของยาแต่ละชนิด ป้องกันการปลอมแปลง
  • ธุรกิจค้าปลีก – Wallmart ได้มีโครงการนำข้อมูลอาหารที่ขายมาเก็บเพื่อดูสายการผลิตจากโรงงานมาถึงชั้นวางของ หรือ Singapore Airline ก็ได้นำบล็อกเชนมาใช้บน loyalty point KrisFlyer เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้เห็นข้อมูลทั่วกัน 
  • ธุรกิจพลังงาน – Power Ledger ธุรกิจ Startup จากออสเตรเลีย ก็ได้ขยายมาที่เมืองไทยเพื่อพัฒนาการซื้อขายพลังงานแบบ Peer to peer โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือ WePower บริษัทจาก Estonia ก็ทำเรื่องคล้ายๆ กันแต่เน้นไปทางพลังงานทดแทนเป็นหลัก
  • ธุรกิจการศึกษา – MIT Media Lab และประเทศมอลต้า ได้มีการออกปริญญาบัตร Certificate และก็ Transcript บนเทคโนโลยีบล็อกเชนเรียบร้อยแล้ว
  • ซึ่งนอกจากหลักการทำงานของบล็อคเชน และเราคงเข้าใจแล้วว่าทั้ง Blockchain และ Bitcoin ไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน แต่มีความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพาต่อกัน เพราะฉะนั้นนอกจากนี้เราเลยมีประเภทของบล็อคเชนมาให้ด้วย

    Cr: https://www.marketingoops.com/ 

    3 ประเภทของบล็อคเชน 

    • Public Blockchains

    มาเริ่มประเภทบล็อคเชนอันแรกกันก่อน ซึ่งเป็นบล็อคเชนที่เปิดให้ทุกคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระ โดยใช้ Proof of Work (POW) Algorithm โดยข้อมูลที่อยู่ในประเภทบล็อคเชนนี้คือ Bitcoin, Ethereum, Litecoin 

    • Private Blockchain

    เป็นรูปแบบบล็อคเชนแบบปิดสำหรับใชังานภายในองค์กรกันเองอาจจะเป็นบริษัทในเครือเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าถึง Blockchain ได้ ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่มีขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ก็สามารถใช้บล็อคเชนนี้ได้ 

    • Consortium Blockchains หรือ Federated 

    เป็นการผสมกันระหว่างแบบ Publish และ Private เข้าด้วยกัน โดยแนวคิดนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากองค์กรต่างๆ มีลักษณะธุรกิจเหมือนกันและต้องรับส่งแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่แล้ว มาราวมกันตั้งสิ่งที่เรียกว่า Consortium ขึ้นมา อย่างเช่น ธนาคารที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการโอนเงินกับภายในสมาคมธนาคารด้วยกัน และธนาคารที่จะเข้ามาร่วมวงจะต้องได้รับอนุญาตจากตัวแทนก่อน ถึงจะเข้ามาใช้งานได้ ซึ่งยังคงคอนเซ็ปเรื่องความปลอดภัยเป็นหลักเช่นเคย 

    เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูล Blockchain ทั้งเรื่องความเกี่ยวกับ Bitcoin หลักการทำงานของบล็อคเชน และ ประเภทบล็อคเชน แต่เนื่องจากเทคโนโลยีบล็อคเชนจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากคุณต้องการเข้าใจคุณจำเป็นต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้คุณพลาดข่าวการเปลี่ยนแปลงแม้แต่อย่างเดียว 

    Categories
    blockchain

    รันวงการ Blockchain เมื่อธนาคาร Sygnum เปิดให้บริการเป็นเจ้าแรก!

    กลายเป็นข่าวร้อนที่น่ายินดีไปเรียบร้อยแล้วสำหรับวงการ Blockchain เมื่อธนาคาร Sygnum ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ออกมาประกาศตัวว่าเป็นธนาคารสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นธนาคารแห่งแรกในโลกที่นำเสนอบริการฝากเหรียญ (stake) Ethereum 2.0 ผ่านแพลตฟอร์มของธนาคารในระดับสถาบัน โดยชูผลตอบแทนนักลงทุนมากถึง 7% ต่อปี

    Blockchain

    CR: https://cryptosiam.com/eth-2-0-go-live-sooner-than-expected/

    Ethereum 2.0 ตัวช่วยที่จะทำให้การทำธุรกรรมบน Blockchain ปลอดภัยกว่า!

    พูดกันตามตรงธนาคาร Sygnum กำลังเผชิญกับการแข่งขันจากผู้ให้บริการ Stake ที่เป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลเองและแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลแบบรวมศูนย์ ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกาอย่าง Coinbase และ Kraken ด้วย แต่ท้ายที่สุดธนาคาร Sygnum ก็ได้ข้อสรุปการเลือกผู้ให้บริการ Stake เป็น Ethereum 2.0 

    Thomas Brunner หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการดูแลของ Sygnum Bank กล่าวว่า การเลือกใช้ Ethereum 2.0 จะทำให้การทำธุรกรรมบน Blockchain ปลอดภัยกว่า โดยลูกค้า Sygnum สามารถเข้าร่วมใน Ethereum proof-of-stake ซึ่งเปิดให้บริการใหม่นี้ได้ และจะได้รับประโยชน์จากผลตอบแทนที่อาจสูงขึ้นในขณะนี้ นี่น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ใช้บริการด้านการเงินแบบ DeFi ซึ่งอยู่ในระบบนิเวศของ Ethereum

    โดยเหตุผลที่ทำให้ Ethereum 2.0 ปลอดภัยกว่า คุ้มค่ากว่า ต้องบอกก่อนว่า Ethereum 2.0 ใช้ทรัพยากรพลังงานน้อยกว่า Ethereum 1.0 ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้พลังการคำนวณสูงๆ เพื่อแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ในแง่ของความปลอดภัยมันยังทำงานได้ดีกว่าเดิมด้วย ที่สำคัญกว่านั้น Ethereum 2.0 ยังสามารถใช้งานกับระบบขนาดใหญ่ที่มีธุรกรรมจำนวนมากได้ดีกว่าแบบเดิม นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคาร Sygnum เลือกใช้บริการกับ Ethereum 

    Blockchain

    https://www.freepik.com/free-photo/two-businessmen-holding-business-icon-big-ethereum-isolated-white-background-cryptocurrency-bitcoun-litecoin-e-commerce-finance-concept-collage_10250638.htm#page=1&query=Ethereum&position=1

    Ethereum ผู้ให้บริการการทำธุรกรรมบน Blockchain ที่เป็นรองแค่ Bitcoin

    Ethereum คือ เครือข่าย Blockchain ที่เป็นแพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะชั้นนำที่เป็นรองแค่ Bitcoin มีมูลค่าทางตลาดมากกว่า 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงินแบบกระจายอำนาจ หรือ DeFi ส่วนใหญ่ทำงานบน Ethereum ปัจจุบัน Ethereum มีพื้นที่ DeFi เติบโตสูง ว่ากันว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อกใน DeFi เติบโตขึ้นมากกว่า 3 เท่าตั้งแต่เริ่มต้นปี 2564 (ข้อมูลจาก DeFi Pulse)

    จากการเปิดเผยข้อมูลของ Staking Rewards พบว่า ปัจจุบัน Eth2 เป็นเครือข่าย Proof-of-Stake ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ด้วยมูลค่าการ Stake อยู่ที่ 13.5 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าจะมีเพียง 5% ของอุปทาน Ether ในปัจจุบันที่ถูกล็อกเพื่อ Stake ขณะเดียวกัน Cardano หรือ ADA ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ด้วยมูลค่าการ stake ที่ 31.8 พันล้านดอลลาร์และ 70.7% ของอุปทาน ADA ถูกล็อคอยู่ในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตามการ stake นั้นนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเฟสแรก บนแผนงานของ Ethereum 2.0 ที่เริ่มเปิดให้นักลงทุนระยะยาวใช้งานจริงในเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัว Beacon Chain ซึ่งจะเริ่มทยอยการอัปเกรดเต็มรูปแบบ โดยคาดว่าจะใช้เวลามากกว่า 1 ปีจึงจะเสร็จสมบูรณ์ โดยบล็อกเชนใหม่นั้นได้รับการทดสอบและพิสูจน์แล้วว่ามีเสถียรภาพ และมีมูลค่า Ethereum มากกว่า 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ถูก Stake ไปแล้ว

    Categories
    blockchain

    Blockchain ระบบรักษาความปลอดภัย ในยุคดิจิทัล

          Blockchain ในช่วง 3-4 ปีมานี้ ถือเป็นคำศัพท์ที่คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เนื่องจากในยุคสมัยที่ระบบออนไลน์ โลกดิจิทัลเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นทำให้ระบบ Blockchain เป็นที่รู้จัก และเป็นที่สนใจ จนหลายประเทศ หลายบริษัท เริ่มใช้ระบบนี้กันอย่างจริงจัง 

    ถึงแม้คนทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจระบบนี้ก็จริง แต่เชื่อว่ายังมีคนไทยหลายคนที่ยังไม่รู้จักระบบนี้ หรือยังไม่รู้ว่า Blockchain คืออะไร แล้วประโยชน์ของ Blockchain มีอะไรบ้าง วันนี้เราเตรียมข้อมูลมาให้คุณแล้ว 

    Blockchain คืออะไร? 

          Blockchain คือ ระบบโครงส้รางการเก็บข้อมูลอย่างหนึ่ง (Data Structure) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูล สถิติต่างๆ เช่น การทำธุรกรรมทางการเงินและสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ ซึ่ง Blockchain จึงเหมือนธนาคาร สถาบันทางการเงิน หรือ สำนักชำระบัญชี ที่ทำหน้าที่จัดเก็บ ซึ่งหากคุณต้องการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพียงแค่คุณเข้ารหัส ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลของคุณได้ แต่ทั้งนี้จุดเด่นของระบบนี้คือ คุณไม่ต้องผ่านระบบตัวกลาง หรือที่เราเรียกว่า Centralized Trusted Party เพื่อทำการตรวจสอบความน่าเชื่อถือต่างๆ โดยเฉพาะกับการทำธุรกรรมทางการเงินซึ่งเวลาที่เราทำธุรกรรมออนไลน์เรามักจะเห็นคำว่า Secured by หรือ Protected แล้วตามด้วยชื่อสถาบันตัวกลาง ซึ่งเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือนั่นเอง แต่ในระบบ Blockchain ไม่ต้องหาระบบที่เข้ามาช่วย ซึ่งลดการผิดพลาดระหว่างการทำธุรกรรมออนไลน์

          ดังนั้นระบบนี้จึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยจัดการธุรกรรม แถมยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่โปรแกรมเมอร์ หรือคนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับ IT ยังยกย่องว่าเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน ให้คนที่ต้องการทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านระบบนี้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้ เมื่อเรารู้แล้วว่า Blockchain คืออะไร เรามาดูกันดีกว่าว่าระบบนี้ทำงานอย่างไร 

          โดยระบบการทำงานของ Blockchain จะเป็นรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Data Structure ที่ทำให้ข้อมูลต่างๆ ในระบบของแต่ละผู้ใช้งานสามารถแชร์ไปยังผู้ใช้คนอื่นๆ ได้ เปรียบเหมือนห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้ข้อมูล (Block) สามารถเชื่อมต่อกันได้ เปรียบเสมือนว่าเรามีระบบที่ถือเอกสารชุดเดียวกัน และเอกสารชุดนั้นจะถูกอัปเดตไปพร้อมกัน เรียกว่าเป็นระบบที่เก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ส่วนกลางของคนทั่วไป ทำให้ระบบเครือข่ายข้อมูลเป็นแบบ Decentralized (ระบบการกระจายศูนย์ข้อมูล) ซึ่งระบบการทำงานแบบนี้เกิดปัญหาได้อยากมาก ไม่เกิดปัญหาระบบล้ม ซึ่งต่างจากระบบจัดเก็บข้อมูลแบบศูนย์กลางเพียงเครื่องเดียว อย่างระบบ Centralized ที่เมื่อศูนย์กลางข้อมูลถูกเจาะ หรือถูก Hack ก็จะทำให้เครือข่ายล้มเหลวทั้งระบบได้

          ซึ่งนี้ทำให้ Blockchain เป็นระบบที่มีความน่าเชื่อถืออย่างสูง ระบบรักษาความปลอดภัยสูง เพราะไม่สามารถเจาะข้อมูลระบบได้ง่าย สร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างมาก ด้วยระบบที่หลายคนสามารถถือชุดข้อมูลที่ตรงกันและข้อมูลที่อัปเดตพร้อมกันอีกด้วย

    3 ประโยชน์ของ Blockchain

          แต่ประโยช์ของ Blockchain ใช่ว่าจะมีแค่ที่เรากล่าวไปข้างต้น แท้จริงแล้ว Blockchain ยังมีข้อดีอีกเยอะ แต่เราขอแบ่งออกมาเป็น 3 ข้อประโยชน์ของ Blockchain ดังนี้ 

    • เทคโนโลยี Blockchain ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องยิ่งขึ้น

          เนื่องจากระบบนี้เป็นระบบแบบ Input ข้อมูลได้อย่างเดียว เมื่อนำข้อมูลเข้าระบบเป็นที่เรียบร้อย จะไม่สามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลได้ เพราะถ้ามีการแก้ไขข้อมูล จะส่งกระทบต่อ Block อื่นๆ ที่อยู่ใน Chain เดียวกัน ดังนั้นการอัปโหลดข้อมูลเข้าไปในระบบจะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น เพราะมันไม่สามารถแก้ได้ 

    • ระบบการรักษาความปลอดภัย ถูกรบกวนได้ยาก

          อย่างที่เราชอบบอกอยู่เรื่อยๆ ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของระบบ Blockchain นั่นขึ้นชื่อว่าเป็นที่หนึ่ง ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายข้อมูลแบบ Decentralized ที่ไม่ได้เก็บข้อมูลทั้งหมกอยู่ในคอมพิวเตอร์ส่วนกลางแค่เครื่องเดียว แต่จะเป็นการเก็บข้อมูลในหลายๆ ที่ หลายๆ คน ที่ถือชุดข้อมูลชุดเดียวกัน จึงทำให้ระบบมีความแข็งแรง ไม่สามารถเจาะข้อมูลได้ง่าย 

    • ไม่ต้องมีคนกลาง ลดการเกิดข้อผิดพลาด

          เพราะระบบ Blockchain เป็นระบบที่พัฒนามาเพื่อเก็บข้อมูลเป็นหลัก และได้มาตรฐานเรื่องการเก็บข้อมูลแบบปลอดภัยชัวร์ ดังนั้นการนำ Blockchain ไปใช้งาน จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลมีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และมีความโปร่งใส และเพื่อให้การใช้งานง่ายขึ้น ให้ทั่วโลกเชื่อมั่น และยอมรับ

    Categories
    blockchain

    Blockchain ที่จีน เริ่มทดลองจ่ายเงินเดือนด้วย Digital Yuan

          Blockchain (บล็อคเชน) นับว่าเป็นศัพท์ใหม่ในไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ที่ช่วยรักษาความปลอดภัยในโลกดิจิทัล ซึ่งมีความน่าเชื่อถือ แถมยังเป็นระบบความปลอดภัยที่ไม่ต้องอาศัยคนกลาง ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยที่หละหลวม และทำให้โลกดิจิทัลกลายเป็นสื่อที่หลายคนกลัว และมองว่าเป็นพื้นที่ที่อันตราย 

          แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยี Blockchain ที่เน้นระบบความปลอดภัยเป็นหลัก กลับเป็นที่นิยมและเริ่มเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกมากขึ้น อย่างเช่นประเทศจีนที่เริ่มทดลองจ่ายเงินเดือนด้วย Digital Yuan ผ่านระบบ Blockchain ดังนั้นวันนี้เราเลยจะมาบอกว่า เทคโนโลยี Blockchain ทำอะไรได้บ้าง แล้วสถานการณ์ที่ประเทศจีนที่เริ่มใช้ระบบมาช่วยจ่ายเงินเดือนเป็นอย่างไรบ้าง

    Blockchain ระบบเพิ่มความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

          อย่างที่เราบอกก่อนไปก่อนหน้าว่าโลกของดิจิทัลเรามีความจำเป็นต้องพึ่งพาบุคคลที่ 3 หรือที่เรียกว่า Centralized Trusted Party ที่เข้ามาเป็นคนกลาง มีหน้าที่คอยตรวจสอบความน่าเชื่อถือเวลาทำธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งถ้าคุณเคยใช้งานธุรกรรมออนไลน์เชื่อว่าคุณคงเคยเห็นคำว่า Secured หรือ Protected by ตามด้วยชื่อตัวกลางใดๆ เหตุที่ต้องมีเพราะใช้เพิ่มความน่าเชื่อ ความปลอดภัย แต่เมื่อมี Blockchain ที่เป็นเทคโนโลยีเพิ่มความปลอดภัย เพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องพึ่งพาคนกลาง ทีนี้ไม่ว่าคุณจะทำธุรกรรมออนไลน์ก็มั่นใจความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี Blockchain ทั้งนี้ถ้าคุณมองว่า Blockchain ทำอะไรได้บ้าง เราขอยกตัวอย่างดังนี้

    • เทคโนโลยี Blockchain ใช้ในด้านธุรกรรมออนไลน์
    • ใช้ Blockchain ในงานการกุศล
    • สำหรับติดตามกระบวนการโลจิสติกส์
    • Backup ข้อมูลด้วยเทคโนโลยี Blockchain

          ทั้งนี้ระบบการทำงานของเทคโนโลยี Blockchain เป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลอย่างหนึ่ง (Data Structure) ที่ทำให้ข้อมูล Digital Transaction ของแต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุกคนได้ หรือให้เปรียบง่ายๆ จะคล้ายกับห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้เหล่า Block ทั้งหลายลิงก์ต่อกันไปยังทุกคน โดยที่เราสามารถทราบได้ว่าใครเป็นเข้าของและมีสิทธิ์ในการดูข้อมูลนั้นบ้าง

          เมื่อบล็อคของข้อมูลได้ถูกบันทึกเข้าไปใน Blockchain แล้ว จะไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูล เวลาที่มีใครต้องการจะเพิ่มข้อมูล ทุกๆ คนในเครือข่ายซึ่งล้วนแต่มีสำเนา ถึงจะสามารถรัน Algorithm เพื่อตรวจสอบ Transaction โดย Transaction ใหม่นี้จะได้รับอนุญาต ต่อเมื่อในเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงทำให้เทคโนโลยีนี้ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยนั่นเอง จนเริ่มเป็นที่ยอมรับ หลายหน่วยงาน หลายประเทศจึงเริ่มให้ความสนใจ และเริ่มหันมาใช้ระบบนี้กัน อย่างเช่น ประเทศจีน

    ประเทศจีนเตรียมทดลองจ่ายเงินเดือนด้วยเทคโนโลยี Blockchain

          เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวจากประเทศจีนว่า คนงานในเมือง Xiong’an รับเงินเดือนค่าจ้างเป็นหยวนดิจิทัล ผ่านระบบ Blockchain โดยการทดลองจ่ายเงินเดือนนี้เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างทางธนาคารแห่งประเทศจีนสาขา Xiong’an ในจังหวัด Hebei และทางกลุ่ม Xiong’an Group Digital City Technology โดยทางบริษัทผู้รับเหมาได้ใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยี Blockchain ในการชำระเงินกองทุน Xiong’an เพื่อจ่ายเงินเดือนค่าจ้างเป็นเงินหยวนดิจิทัล ให้แก่ช่างก่อสร้าง เพียงแค่พนักงานป้อนรหัสกระเป๋าเงิน จำนวนเงินเดือนและข้อมูลอื่นๆ บนเทคโนโลยี Blockchain เงินหยวนดิจิทัลก็จะถูกโอนไปที่กระเป๋าเงินส่วนตัวของช่างก่อสร้าง 

          ทั้งนี้การมีเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาช่วยดูแลระบบการจ่ายเงิน ทำให้บริษัททำงานได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ลดปัญหาตัวกลางในการชำระเงินออกไป แถมทาง Xiong’an ก็กำลังเร่งหาวิธีที่จะทำให้เงินหยวนดิจิทัลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้การใช้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้น โดย Xiong’an เป็นหนึ่งในเมืองแรกๆ พร้อมกับเมือง Shenzhen และ Suzhou ที่เริ่มทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัล และมีรายงานว่า BTCManager กระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ตัวแรกที่ใช้สำหรับหยวนดิจิทัล ซึ่งถูกพัฒนาโดยธนาคารการเกษตรแห่งประเทศจีน (ABC) ได้เปิดตัว Xiong’an ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

          แต่การทดลองจ่ายเงินหยวนดิจิทัลครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศจีน เพราะทางรัฐบาลของจีนเคยจ่ายเงินเดือนเป็นเงินหยวนดิจิทัล ให้กับพนักงานในเขต Xiangcheng เมือง Suzhou ไปเมื่อเดือนเมษายนปี 2020 ไปแล้ว ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทางการของจีนใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการจ่ายเงินเดือนเป็นดิจิทัลหยวน 

          อย่างไรก็ตามนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่ Blockchain เข้ามามีส่วนทำให้ธุรกรรมออนไลน์มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ รวดเร็ว เพิ่มความง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น หมดข้อสงสัยว่า Blockchain ทำอะไรได้บ้าง ซึ่งในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่ระบบนี้จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และคนทั่วโลกจะเริ่มหันมาใช้สกุลเงินดิจิทัลกันมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน