Categories
หุ้น

รายชื่อหุ้น 10 อันดับมาแรงใน SET 50

SET50

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังเริ่มต้นที่จะเป็นนักลงทุน หรือนักลงทุนมือใหม่หลายคนอาจยังมีความสงสัย SET50 นั้นคืออะไร มีไว้ทำไม เพื่ออะไร แล้วมีประโยชน์ต่อนักลงทุนอย่างไร แน่ใจเลยว่าคำถามเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นในหัวหลายๆ คน และวันนี้จะมาสรุปให้เข้าใจและพร้อมกับจะพาไปดูว่า 20 รายชื่อลำดับต้นๆ SET50 ที่มาแรงในเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ว่าจะมีอะไรบ้างที่มาแรงทะลุ Covid-19 ที่ว่ากระแสมาแรงแล้วยังต้องถอยให้กับหุ้นทั้ง 20 รายชื่อนี้

SET50 คืออะไร?

SET 50 เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ ก็ คือ ดัชนีราคาหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับต้น ๆ ในจำนวน 50 อันดับที่ได้รับการคัดเลือกและรับรองดจากกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาด ( Market Capitalization ) และสภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด หรืออาจกล่าวได้ว่า SET50 ก็คือดัชนีราคา 50 หุ้นที่ดีที่สุดของตลาดหุ้นไทย ที่จะเคลื่อนไหวตาม ราคาหุ้น ที่อยู่ในกลุ่ม 50 บริษัท

จุดประสงค์ของ SET50

ในการจัดอันดับ SET50  นั้นก็เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือวัดความเคลื่อนไหวของหุ้นขนาดใหญ่แล้ว SET50 ยังใช้ เป็นดัชนีอ้างอิงในการออกตราสารอนุพันธ์ เช่น SET50 Index Futures และ SET50 Index Options ด้วย

เพราะ SET50 นั้นจะประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ ทีมีพื้นฐานดีและผ่านกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกจากตลาดหุ้น ทำให้จึงทำให้มีความปลอดภัยเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ และอาจได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆที่มีคนลงทุนมาก

หลักเกณฑ์การคัดเลือกดัชนี SET50

การทบทวนรายชื่อหุ้น SET 50 โดยจะทำทุกครึ่งปีโดยจะแบ่งรอบเป็น

รอบครึ่งปีแรกจะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ 1 ธันวามคมของปีก่อนหน้าจนถึง 30 พฤศจิกายนของปีปัจจุบันที่เลือก

รอบครึ่งปีหลังจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนตั้งแต่ 1 มิถุนายนของปีก่อนหน้าจนถึง 31 พฤษภาคมของปีที่คัดเลือก

สำหรับคุณสมบัติคร่าว ๆ ของหุ้นที่จะถูกเลือกในกลุ่มของ SET50 โดยหุ้นอันดับที่ 51-55 จะอยู่ในรายชื่อสำรอง และเกณฑ์เบื้องต้นก็จะประกอบด้วย

  • ต้องเป็นหุ้นสามัญที่เป็นหลักทรัพย์และมีการจดทะเบียนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 
  • ต้องเป็นหุ้นที่ไม่อยู่ในระหว่างการเพิกถอน 
  • จะต้องไม่มีแนวโน้มถูกสั่งพักการซื้อขาย (SP)
  • ไม่เป็นหุ้นที่ผิดชำระหนี้แล้ว หรือไม่สามารถชำระหนี้จนสามารถส่งผลกระทบกับต่อฐานะการเงินของบริษัท
  •  ไม่เป็นหุ้นของบริษัทล้มละลาย หรือชำระกิจการ
  • หุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ สูงสุด 200 ลำดับแรก
  • มีผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุนชำระแล้ว
  • เป็นหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายอย่างสมำเสมอตามสภาพปกติของตลาด โดยไม่น้อยกว่า 50% ของมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย

SET50 มีอะไรบ้าง? 

SET50

โดยวันนี้จะขอยกตัวอย่าง 10 หุ้นใน SET50 ที่น่าจะรู้จักมาแนะนำ โดยเป็นการอัพเดทล่าสุดเมื่อ วันที่ 14/09/2564 ได้แก่

1. ADVANC / บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

2. AOT / บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

3. BBL / ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

4. BDMS / บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน)

5. BEM / บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

6. BGRIM / บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

7. BH / บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)

8. BJC / บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

9. BTS / บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

10. CBG / บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

วันนี้เราได้พาทุกท่านทำความรู้จักกับ SET50 ว่าคืออะไรและได้ทำความรู้จักกับ 10 อันดับหุ้นที่อยู่อันดับต้นของ SET50 แล้วอย่างไรก็ตาม ถ้าสนใจที่จะเดินทางสายนักลงทุนคงต้องแนะนำว่าจะต้องศึกษาค้นคว้าและติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหนวของตลาดหุ้นอยู่เสมอเพื่อจะได้ไม่ตกยุคนั่นเอง 

Categories
หุ้น

set คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อการลงทุน

set เป็นศัพท์ที่เราได้ยินกันบ่อยในหมู่นักลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งแรกๆ ที่นักลงทุนจะต้องศึกษาและให้ความสำคัญเมื่อต้องการที่จะลงทุน ซึ่ง set ย่อมาจาก Stock Exchange of Thailand เป็น ตลาดหลักทรัพย์ ของประเทศไทย หรือ ดัชนีหุ้นไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่าง ๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

ดัชนี set คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

แล้ว ดัชนีหุ้นไทย ทำอะไรบ้าง ดัชนี set คือดัชนีที่สะท้อนราคาหุ้นทุกตัวที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มาจากการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตามราคาตลาด ด้วยการเปรียบเทียบมูลค่าตลาด เรามักจะได้ยินศัพท์คำว่าดัชนี SET50 และ SET100 อยู่บ่อยๆ ซึ่งทั้งสองคำนี้จะเป็นดัชนีที่ใช้แสดงระดับและการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 50 และ 100 ตัวแรก 

ความสำคัญของการทำความรู้จัก set คือสามารถนำไปเปรียบเทียบราคาและสังเกตแนวโน้มของตลาด และยังสามารถใช้วัดประสิทธิภาพของการลงทุนหุ้น หรือกองทุนรวมหุ้นของเราด้วยว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหรือแย่กว่าตลาด เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคาดการณ์ทิศทาง และแนวโน้ม ซึ่งจะเป็นที่นิยมใช้สำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิค

set

 ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-779188 

set ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนมือใหม่ควรทำความรู้จัก

ดัชนีหุ้นไทย นั้นมีหลายประเภท ซึ่งการทำความรู้จักดัชนีต่างๆ นั้นเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ซึ่งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วนเพื่อเป็นความรู้ในการลงทุน 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่มือใหม่ควรทำความรู้จัก ได้แก่ SET Index คือ ดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า ดัชนีหุ้นไทย จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญทุกตัวใน ตลาดหลักทรัพย์ ประเทศไทย รวมไปถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะถูกคำนวณด้วยเช่นกัน ต่อมาที่เราควรรู้จักคือ SET50 และ SET100 ขึ้น เพื่อให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะคำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนที่ผ่านการคัดเลือก 50 อันดับแรก และ 100 อันดับแรกตามลำดับ 

อีกหนึ่งดัชนีหุ้นที่สำคัญคือ mai Index ซึ่ง mai เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกับ set คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุนที่ให้บริษัทต่างๆ เข้ามาระดมทุน แต่แตกต่างที่บริษัทเข้ามาจดทะเบียนจะเป็นกิจการขนาดกลางไปจนถึงขนาดย่อม เป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอทั้งหมด นอกจากนี้ยังมี SETHD Indexเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีมูลค่าตามราคาตลาดสูง มีสภาพคล่องตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยคัดเลือกมาเพียง 30 ตัว ดัชนีตัวสุดท้ายคือ sSET Indexเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญที่จดทะเบียนใน set แต่อยู่นอกเหนือการคำนวณในดัชนี SET50 และ SET100 และ mai หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหุ้นที่มีขนาดกลางถึงเล็ก

set

ที่มาภาพ : https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain 

Categories
หุ้น

รู้จักตลาดหุ้นและกลยุทธ์ในการลงทุน

ตลาดหุ้น เป็นตลาดที่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้จักกันอยู่แล้ว ซึ่งจะแยกเป็นสองตลาดคือ ตลาดที่บริษัทนำเงินมาระดมทุนในตลาดเพื่อหาเงินทุน และตลาดรอง ซึ่งจะเหมือนตลาดทั่วไป สินค้าที่ซื้อขายกันคือหุ้นของบริษัท สิ่งที่จะได้รับจากการซื้อขายหุ้นนั้นมีสองส่วน ส่วนแรกคือความเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อบริษัทมีกำไรนักลงทุนจะได้รับเงินปันผลตามสัดส่วนการถือหุ้น และส่วนที่สองคือส่วนต่างราคา จากการที่ ราคาหุ้นในตลาดปรับตัวขึ้น 

หากคุณหากเริ่มลงทุน อยากซื้อหุ้น ก็สามารถทำได้ แต่จะต้องรู้จักคิด วิเคราะห์หุ้นด้วย การซื้อขายในตลาดไม่สามารถส่งคำสั่งการซื้อขายกันโดยตรงไปที่ ตลาดหุ้น โดยตรงได้ แต่จะต้องผ่านตัวกลางการซื้อขาย หรือที่เรียกกันว่า โบรกเกอร์ เมื่อการซื้อขายเกิดขึ้น นักลงทุนก็จ่ายค่าธรรมเนียมนิดหน่อย บริษัทโบรกเกอร์ก็จะจัดการงานทุกอย่างให้ เช่น การชำระค่าซื้อขาย การโอนหุ้นมาเป็นชื่อเรา และอื่นๆ แต่การลงทุนล้วนมีความเสี่ยง คุณควรที่จะใช้เงินทุนที่เหลือใช้ และเก็บเงินออมไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในอนาคตด้วย

ตลาดหุ้น

ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-754601 

การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นและการวิเคราะห์ตลาดหุ้น

ราคาการเคลื่อนไหวของ ตลาดหุ้น ในระยะสั้นจะเคลื่อนไหวตามการซื้อขาย ที่เกิดจากการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของกิจการ แต่ถ้าในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความเป็นจริง กิจการมีผลประกอบการออกมากำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้น และเงินปันผลที่ได้ในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนการวิเคราะห์หุ้น ก็คือการวิเคราะห์มองอนาคตของผลประกอบการนั่นเอง ว่าจะได้กำไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ ในการวิเคราะห์หุ้นจะประกอบไปด้วย การวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการว่าดีหรือไม่ดี เพราะหากมีพื้นฐานไม่ดี ก็จะทำให้การลงทุนของคุณนั้นเสียเปล่า นอกจากนี้ยังต้องทำการวิเคราะห์หาปัจจัยเร่งที่จะทำให้กำไรของกิจการบริษัทเติบโตได้ในอนาคต และสุดท้ายคือการประมาณการมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม 

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น ที่ควรรู้

กลยุทธ์ในการลงทุนใน ตลาดหุ้น นั้น จะมีวิธีการหากำไรในตลาดอยู่สองวิธี คือ การหากำไรจากการส่วนต่างราคาเพราะเห็นว่าราคาตลาดเปลี่ยนแปลงทุกวัน หากสามารถจับจังหวะหุ้นได้ ก็หากำไรจากการซื้อขายได้ และอีกหนึ่งวิธีคือเป็นนักลงทุน คุณจะต้องไปลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดี มีปัจจัยเร่งให้เติบโต และราคาหุ้นปัจจุบันไม่แพงมาก มีมูลค่าเหมาะสม จากนั้นก็ถือไปเรื่อยๆ การลงทุนใน ตลาดหุ้น ไม่มีข้อกำหนดขั้นต่ำว่าต้องใช้เงินเท่าไร จะเริ่มต้นลงทุนจากเงินจำนวนน้อยๆ หรือหลักพันบาทก็ได้ ทำงานไปได้เท่าไรก็นำมาลงทุนเรื่อยๆ เพราะการลงทุนก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่อาจจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในด้านการเงินได้ เมื่อบริษัทมีกำไร นักลงทุนจะได้รับเงินปันผลตามสัดส่วนการถือหุ้น และส่วนต่างราคา ตลาดหุ้น นั้นมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากจะลงทุนสิ่งใดก็ควรที่จะคิดวิเคราะห์หุ้น และ ราคาหุ้น ให้ดีก่อน หากเป็นไปได้ก็ควรเลือกลงทุนระยะยาวด้วย 

ตลาดหุ้น

ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-621299 

Categories
หุ้น

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก แต่สถานการณ์โควิดยังน่าห่วง!

ตลาดหุ้น เอเชียปรับตัวขึ้นในเช้าวันนี้ ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชีย โดยดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,545.20 จุด เพิ่มขึ้น 21.11 จุด หรือ +0.60%, ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,412.70 จุด พุ่งขึ้น 472.28 จุด หรือ +1.69% และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 27,672.70 จุด เพิ่มขึ้น 328.16 จุด หรือ +1.20%

ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นเอเชียยังน่าห่วง โควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ

ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในภูมิภาคเอเชียยังคงน่ากังวล โดยนายโยชิฮิเดะ ซูงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงโตเกียวเป็นครั้งที่ 4 เพื่อสกัดการระบาดของโควิด-19 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ก.ค.-22 ส.ค. ซึ่งจะครอบคลุมถึงช่วงเวลาจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 23 ก.ค.จนถึงวันที่ 8 ส.ค.

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ก็ได้ประกาศใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมระดับ 4 เพื่อสกัดการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.-25 ก.ค. โดยจะพิจารณาปรับเปลี่ยนมาตรการตามจำนวนผู้ติดเชื้อต่อไป สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศไทยที่รัฐบาลได้ออกมาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นเอเชียบวก ทำตลาดหุ้นไทยขึ้นตาม

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าเปิดในแดนบวกได้แต่ยังไม่ผ่านแนวต้าน 1,560 จุด แล้วลงมาแกว่งไซด์เวย์ มาจากความกังวลของภาวะฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศ จนรัฐบาลต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ตลาดบ้านเราดูจะอ่อนกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เช้านี้ส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวในแดนบวก

สอดคล้องกับความคิดเห็นของนายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ที่ออกแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า 

“ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะรีบาวด์ขึ้นได้ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เช้านี้ต่างบวกกันราว 0.6-0.8% จากที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ในอัตรา 0.50% สำหรับสถาบันการเงินทุกแห่ง โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันก็ปรับตัวขึ้นด้วย”

อย่างไรก็ดี สัปดาห์นี้ยังต้องติดตามการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต่อสภาคองเกรส ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14-15 ก.ค.นี้ และติดตามผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2564 ของจีน รวมถึงตัวเลขส่งออกของจีน ขณะที่บ้านเรายังต้องรอติดตามการทยอยประกาศผลลประกอบการของกลุ่มแบงก์งวดไตรมาส 2/64 พร้อมให้แนวรับ 1,535-1,540 จุด ส่วนแนวต้าน 1,560-1,565 จุด

Categories
หุ้น

นักลงทุนจับตาแถลงสภาคองเกรส คาดมีผลกับตลาดหุ้น!

เป็นที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนใน ตลาดหุ้น ทั่วโลกกับกำหนดแถลงการณ์รอบครึ่งปีทีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ มีขึ้นเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจ, อัตราเงินเฟ้อ, ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ รวมทั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นไปต่อหรือรอก่อนสัปดาห์นี้รู้ผลอย่างแน่นอน

จากแถลงการณ์เดิมนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะกล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันที่ 14 ก.ค. 2564นี้ และแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 ก.ค. 2564 โดยแถลงการณ์ของนายพาวเวลในสัปดาห์นี้ถือว่ามีความสำคัญต่อตลาดหุ้นอย่างมาก เนื่องจากเขาอาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE

เพราะหลังจากที่รายงานการประชุมของเฟดประจำเดือนมิ.ย.ระบุว่า กรรมการเฟดได้เริ่มหารือกันเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการปรับลดวงเงิน QE พร้อมกับส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2566 ซึ่งเร็วกว่าเดิมถึง 1 ปี และเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีดังกล่าว นอกจากนี้ คำแถลงของนายพาวเวลยังมีผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นอย่างมาก 

โดยเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นหลังจากที่นายพาวเวลแถลงต่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐว่า เฟดมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนตลาดแรงงานให้ฟื้นตัวเป็นวงกว้างและครอบคลุม และเฟดจะไม่ใช้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อเป็นแรงผลักดันให้ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวดเร็วเกินไป

“ตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าเฟดจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเรามองว่าการดีดตัวของเงินเฟ้อเป็นผลกระทบโดยตรงที่เกิดจากการเปิดเศรษฐกิจของสหรัฐ เราจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนเวลาอันควรเพียงเพราะความกังวลเรื่องเงินเฟ้อเพียงปัจจัยเดียว แต่เราจะรอให้มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากเงินเฟ้อหรือภาวะไร้สมดุลในด้านอื่น ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจใด ๆเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย” นายพาวเวล กล่าว

ตลาดหุ้น

CR : https://www.prachachat.net/world-news/news-196360 

สภาคองเกรส 1 ในปัจจัยการขึ้น-ลงตลาดหุ้น

สภาคองเกรสนั้นมีความสำคัญต่อการขึ้นและลงของตลาดหุ้นอย่างมาก สังเกตได้จากที่ผ่านมา การขึ้น-ลงของตลาดหุ้นมักเกิดขึ้นหลังจากแถลงการณ์ของสภาคองเกรสได้แถลงการณ์จบลงไปแล้ว อาทิ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นหลังจากที่นายพาวเวลแถลงต่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐว่า 

“เฟดมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนตลาดแรงงานให้ฟื้นตัวเป็นวงกว้างและครอบคลุม และเฟดจะไม่ใช้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อเป็นแรงผลักดันให้ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวดเร็วเกินไป รวมถึงการปรับลดวงเงิน QE

โดยตามธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาของสภาคองเกรส ประธานเฟดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์ต่อสภาคองเกรสปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในเดือนก.พ. และอีกครั้งในเดือนก.ค. 

Categories
หุ้น

โควิดระบาดหนัก! ทำ SET เสี่ยงลงต่อ พ่วงบาทอ่อนกดดัน Fund Flow ไหลออก

SET ยังคงอยู่ในระยะไม่ปลอดภัย หลังสถานการณ์โควิด-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น โดยแนวโน้ม “ดัชนี” ปรับลงตาม ตปท.หลังโควิดระบาดหนัก พ่วงกับค่าเงินบาทอ่อนค่ามากกดดัน Fund Flow ไหลออก สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ได้ให้ข้อมูลเอาไว้

ทิสโก้เชื่อ SET ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเอเชีย!

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ได้ออกมาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ SET เอาไว้ว่า 

ตลาดหุ้นไทย เช้านี้คาดว่าจะปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เช้านี้ส่วนใหญ่จะติดลบราว 0.3-0.4% เช่นเดียวกับตลาดสหรัฐฯ จากความกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งก็มีการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสด้วย และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯก็ออกมาไม่ดี จากตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน ของสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าที่คาด รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) สหรัฐฯได้ปรับตัวลงมา 1.25%”

ขณะเดียวกันบ้านเราก็มีความกังวลการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับต่างประเทศ ซึ่งก็ต้องติดตามผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ที่จะพิจารณาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในประเทศต่อไป ว่าจะมีประเด็นการออกมาตรการคุมเข้มการแพร่ระบาดอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกหรือไม่? แต่ตลาดฯ น่าจะตอบรับไปบางส่วนแล้ว 

SET มีสิทธิ์ปั่นป่วนหนัก พ่วงปัญหา Fund Flow!

นอกจากสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดในไทยอย่างหนักจนทำให้ SET ค่อนข้างน่าเป็นห่วงแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบร้ายแรงกับ ตลาดหุ้นไทย ตามมาไม่แพ้กันเลยก็คือ ปัญหาเงินบาทอ่อนค่ามากจนไปกดดัน Fund Flow หรือ นักลงทุนชาวต่างชาติให้ไหลออก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยนั้นมีขนาดที่เล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณเงินทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติ 

ไม่เพียงแต่ปริมาณเงินลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติจะมีส่วนช่วยให้ SET เพิ่มสูงขึ้นอย่างเดียว เพราะถ้านักลงทุนชาวต่างชาติไหลออก SET อาจร่วงลงมาอย่างรวดเร็วได้ ท้ายที่สุดคนที่มีปัญหาก็จะเป็นนักลงทุนชาวไทยเองนั่นล่ะ อย่างไรก็ดีปัญหาเรื่อง SET ยังคงต้องติดตามการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G20, ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ, ติดตามตัวเลขการส่งออกของสหรัฐฯ รวมถึงติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของจีนอีกครั้ง 

โดยแนวรับของ SET ที่เราต้องจับตามองในวันถัด ๆ ไปให้ดีนั้นอยู่ที่แนวรับ 1,530-1,520 จุด ส่วนแนวต้านของ SET อยู่ที่ 1,550-1,555 จุด ซึ่งถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ นี่อาจจะกลายเป็นสัญญาณที่ดีที่สุดในช่วงนี้เลยก็ว่าได้ 

Categories
หุ้น

นักลงทุนหุ้นไทยอ่วม! รัฐบาลซุ่มศึกษาแผนเก็บภาษี 0.11%

ไม่พูดถึงประเด็นร้อนในวงการ หุ้นไทย ไม่ได้แล้ว! เมื่อสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานข่าวว่า ประเทศไทยกำลังพิจารณาที่จะเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นจากนักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม งานนี้มีแววว่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลทั้ง 3 แห่งในแวดวงตลาดลงทุนต่างให้ข้อมูลที่ตรงกัน

https://www.freepik.com/free-photo/coins-bottles-with-trading-graph_5508872.htm#page=1&query=%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99&position=2 

การเลิกยกเว้นภาษีซื้อขายหุ้น แนวคิดนี้มีในวงการหุ้นไทยตั้งนานแล้ว!

แผนภาษีขายหุ้น ในวงการ หุ้นไทย ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะแนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ปี 2534 แล้ว โดยภาษีดังกล่าวจะเรียกเก็บที่ 0.11% สำหรับนักลงทุนที่มีปริมาณการซื้อขายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งแนวคิดนี้คล้ายกับภาษี Tobin ที่ใช้กับธุรกรรมทางการเงินที่คล้ายกับในอินเดียและไต้หวัน แหล่งข่าวยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

“รัฐบาลต้องการหาวิธีสร้างรายได้มากขึ้น แต่แผนนี้อาจทำให้นักลงทุนกลัว” 

แหล่งข่าวยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของวาระการปฏิรูปภาษีของรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น โดยหนึ่งในแผนการเก็บภาษีของไทยคือ การเก็บภาษีจากผู้มีอันจะกิน หรือภาษีคนรวยและอยู่ในขั้นตอนศึกษาแนวคิด ซึ่งยังไม่มีกรอบเวลาดำเนินการที่แน่นอน

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนของสถาบันในประเทศและต่างประเทศ แต่ นักลงทุนรายย่อย ยังคงได้รับการยกเว้นอยู่ โดยในปีนี้ดัชนีของ SET เติบโตขึ้นถึง 9%

นั่นจึงทำให้รัฐบาลเริ่มที่จะศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยในอดีต 

https://www.freepik.com/free-photo/market-share-competitor-excellent-growing-with-stocks_5598097.htm#page=2&query=%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99&position=23 

การเลิกยกเว้นภาษีซื้อขายหุ้นอาจส่งผลเสียกับตลาดหุ้นไทยมากกว่าที่คิด!

จากรายงานคำสัมภาษณ์ นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ขอออกความคิดเห็นกรณีที่ภาครัฐอยู่ระหว่างศึกษาเก็บภาษีขายหุ้น หากอ้างอิงจากสื่อต่างประเทศรอยเตอร์และบลูมเบิร์ก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจ จึงต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากที่สำนักข่าวรอยเตอร์และบลูมเบิร์กได้รายงานปัจจัยที่อาจเป็นลบกดดันตลาด หุ้นไทย ประเด็นภาครัฐกำลังพิจารณาเรียกเก็บภาษีการขายหุ้นที่ 0.11% สำหรับนักลงทุนที่ซื้อขายเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งภาษีดังกล่าวได้ถูกผ่อนผันมาตั้งแต่ปี 2534 โดยทีมกลยุทธ์คาดว่าน่าจะเป็นแผนปฏิรูปภาษีที่กำลังพิจารณาในขั้นต้นเท่านั้น แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน ต้องติดตามข่าวกันต่อไป

ทั้งนี้การเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นเป็นหนึ่งในแผนการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลและยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น รัฐบาลยังต้องศึกษาผลกระทบ และชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์รวมถึงต้นทุนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาแผนเก็บภาษีกับผู้มีความมั่งคั่งในไทยเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น และไม่มีกรอบเวลาดำเนินการที่แน่นอน น่ากลัวว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงจะเป็นนักลงทุนรายย่อยมากกว่าที่แม้ว่าตอนนี้จะยังได้รับข้อยกเว้นแต่ก็ยังค่อนข้างน่าเป็นห่วง

Categories
หุ้น

ดาวโจนส์พุ่ง 586 จุด! ทำตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามรายละเอียดของดัชนีที่พุ่งสูงจะเป็นอย่างไร

เมื่อกลางดึกวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เริ่มมีสัญญาณจากดาวโจนส์ พุ่งไปกว่า 400 จุด ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ อยู่ที่ 33,691.53 จุด บวก 401.45 จุด หรือ 1.21% แต่เมื่อเช้านี้วันที่ 22 มิถุนายน 2564 ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์เพิ่มขึ้นเป็น 586.89 จุด หรือ 1.76% ปิดที่ 33,876.97 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 58.34 จุด หรือ 1.40% ปิดที่ 4,224.79 จุด และดัชนีแนสแด็ก เพิ่มขึ้น 111.10 จุด หรือ 0.79% ปิดที่ 14,141.48 จุด ซึ่งรายละเอียดของดัชนีที่พุ่งสูงขนาดนี้จะเป็นอย่างไร 

ดาวโจนส์

Cr:https://moneyandmarkets.com/

หุ้นดาวโจนส์เพิ่มขึ้นเกิดจากอะไร?

อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่าดาวโจนส์วันนี้พุ่งสูงไปถึง 586 จุด ซึ่งส่งผลกระทบไปยังหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ดิ่งลงอย่างหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างดีดตัวขึ้นในวันนี้ เช่นเดียวกับกลุ่มหุ้นธนาคาร เทคโนโลยี และสายการบิน ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดดิ่งลงกว่า 500 จุด ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน และร่วงลง 3.5% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นการทรุดตัวลงรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สัดนับตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2563 เนื่องจากนักลงทุนต่างพากันเทขายหุ้น ท่ามกลางความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟต) มีมาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก 

ทั้งนี้ทางด้านนายเจอโรม พาวเวล (ประธานเฟด) ได้แถลงกับทางคณะอนุกรรมการว่าด้วยวิกฤตโควิด-19 ประจำสภาผู้แทนราษฎร ในอังคารที่ 22 มิถุนายน เวลา 14:00 ตามเวลาสหรัฐ หรือเวลา 01:00 น. ของวันที่ 23 มิถุนายน ตามเวลาไทย ทั้งนี้ทางนายพาวเวล กล่าวแถลงเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ และใช้นโยบายการเงินของเฟด ซึ่งรวมถึงการปล่อยเงินกู้ฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19

จึงทำให้เหล่านักลงทุนพากันจับการแถลงของนายพาวเวลกันอย่างเนืองแน่น หลังจากที่ตลาดการเงินเกิดความตื่นตระหนกจาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทางเฟดเองก็ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2556 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์เดิมถึง 1 ปี อีกทั้งทางกรรมการเฟดยังเริ่มหารือเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัติตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดจะเริ่มชะลอการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายหลังจากประสบปัญหาตัวเลขเงินเฟ้อดีดตัวขึ้น

ในขณะเดียวกันทางนักลงทุนยังจับตามองการแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอีกหลายรายในสัปดาห์นี้ เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ หลังจากที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธารเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่าเฟดอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในปีหน้าเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ 

ทางด้านทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะจัดการประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการเงินของสหรัฐในวันนี้ ซึ่งรวมถึงนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด และนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประชุมเรื่องอุตสาหกรรมดาวโจนส์ และเรื่องเฟด 

ดาวโจนส์

Cr:https://brandinside.asia/

ตลาดหุ้นดาวโจนส์ทำตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตาม

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดเช้าวันนี้ 22 มิถุนายน ปรับตัวร่วงลงตามดัชนีดาวโจนส์ ที่ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมาเพราะนักลงทุนกังวลว่าทางเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า ซึ่งตลาดหุ้นเอเชียเปิดเช้านี้เคลื่อนไหวในแดนลบ ตามทิศทางดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ที่ปิดร่วงลงกว่า 500 จุด เพราะเกรงว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาการประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปี และประเภท 5 ปีของธนาคารกลางจีน (PBOC) ในช่วงเช้าวันนี้

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,515.50 จุด ลดลง 9.60 จุด หรือ -0.27% ดัชนีNIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,506.84 จุด ร่วงลง 457.28 จุด หรือ -1.57%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 28,501.64 จุด ลดลง 299.63 จุด หรือ -1.04%

ซึ่งทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นออกมาหลังจากที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธารเฟดสาขาเซนต์หลุยส์กล่าวว่า คาดว่าเฟดอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในปีหน้า โดยนายบูลลาร์ดเปิดเผยว่า เขาเป็นกรรมการเฟด 1 ใน 7 รายที่คาดว่า เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,515.50 จุด ลดลง 9.60 จุด หรือ -0.27% ดัชนีNIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,506.84 จุด ร่วงลง 457.28 จุด หรือ -1.57%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 28,501.64 จุด ลดลง 299.63 จุด หรือ -1.04%

ซึ่งทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นออกมาหลังจากที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธารเฟดสาขาเซนต์หลุยส์กล่าวว่า คาดว่าเฟดอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในปีหน้า โดยนายบูลลาร์ดเปิดเผยว่า เขาเป็นกรรมการเฟด 1 ใน 7 รายที่คาดว่า เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

“ผมคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายปีหน้าเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่จะพุ่งแตะ 3% ในปีนี้ และจะอยู่ที่ 2.5% ไปจนถึงปี 2565 โดยสูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟด” นายบูลลาร์ดกล่าว

ทั้งนี้ทางด้านนักวิเคราะห์รายหนึ่งได้ออกความเห็นว่าในบรรดานักลงทุนวิตกว่า หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคากเพื่อลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นแนะนำให้ติดตามข่าวสารของอุตสาหกรรมดาวโจนส์เข้าไว้ เพราะแน่นอนประเทศไทยได้รับผลกระทบแน่นอน 

Categories
หุ้น

หุ้นไทยเตรียมพุ่ง เปิดประเทศใน 120 วัน

      เมื่อไม่นานมานี้ทางนายกรัฐมนตรีได้มีการแถลงการณ์ว่าจะเปิดเประเทศภายใน 120 วัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย แบบไม่ต้องกักตัว แต่จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้วเท่านั้น ที่จะสามารถเดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องกักตัว ทั้งนี้มติเกิดจากการรวมความเห็นภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วก็เห็นด้วยเพราะนี้คือสิ่งเดียวที่จะต่อลมหายใจเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการแถลงของนายกนี้ นักวิเคราะห์หุ้นไทยหลายคนก็ให้ความคิดเห็นกันมากมาย 

หุ้นไทยจะออกมารูปแบบไหน ถ้าเปิดประเทศ

      ซึ่งแผนการเปิดประเทศภายใน 120 วัน โดยทางรัฐจะประเดิมโมเดลทดลองภูเก็ต แซนบ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ก่อนในวันที่ 1 ก.ค. 2564 หลังจากนั้นก็จะเป็นคิวของการเปิดประเทศครั้งใหญ่ในรอบ 2 ปี เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว การจ้างงาน ระบบเศรษฐกิจในประเทศให้สามารถเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง ทำให้หลายธุรกิจ กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มนักลงทุน ก็ออกมาเห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาลไทยตัดสินใจ เพราะเศรษฐกิจไทยในตอนนี้เรียกว่าเดินมาถึงจุดต่ำที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งมาตรการเปิดประเทศนี้ออกมาทำให้หุ้นไทย หรือ ตลาดหุ้นไทย เริ่มมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเช่นกันเดียวกัน 

      โดยตลาดหุ้นไทยกราฟในสัปดาห์ที่ผ่านมา (14-18 มิ.ย. 2564) ปิดที่ 1,612.98 จุด ลดลง 20.08 จุด หรือลดลง 1.23% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และมีมูลค่าการซื้อขาย 4.6 แสนล้านบาท โดยดัชนีปรับขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 1,633.06 จุดในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนที่ปลายสัปดาห์จะปรับตัวลงมาทะสอบจุดต่ำสุดที่ 1,612.98 จุด ซึ่งทางด้านนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยระบุว่าหุ้นไทยถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าคาด รวมถึงส่งสัญญาณเตรียมปรับลดเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลในการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE Tapering) 

      แต่ถึงอย่างไรดัชนีหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์จะคาดการณ์ ส่วนหนึ่งคาดว่าเพราะนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเป้าหมายเปิดประเทศภายใน 120 วัน หรือภายในไตรมาส 4 ปี 2564 นี้ ทั้งนี้หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับการเปิดประเทศ อย่างเช่น หุ้นกลุ่มสายการบิน หุ้นสายท่องเที่ยว หรือกลุ่มโรงแรม ก็เริ่มทยอยปรับตัวขึ้นตามที่นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์เปิดประเทศ

      ทั้งนี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบิน เช่น บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บมจ.สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) BA และ AAV อาจมีเกณฑ์ที่ดีมากขึ้น เมื่อได้เปิดประเทศ

      รวมถึงกลุ่มที่ได้รับกระทบการอ้อม อย่างเช่น กลุ่มโรงพยาบาล บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) กลุ่มขนส่ง บมจ.พริมา มารีน (PRM) บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) กลุ่มค้าปลีก บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) และ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) และสุดท้ายกลุ่มพลังงาน บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) 

ภาคธุรกิจเอกชนเตรียมตัวก่อนเปิดประเทศ 120 วัน 

      นอกจากหุ้นไทยที่มีเกณฑ์ดีขึ้นเมื่อมีการประกาศเปิดประเทศอีก 120 วัน ตลาดหุ้นไทย กลับมาคึกคัก ตลาดหุ้นไทยกราฟมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแล้ว ทางภาคธุรกิจเอกชนเองก็เตรียมความพร้อม ขานรับคำแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน 

      โดยทางด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทย เผยว่าการที่ประเทศไทยจะเริ่มเปิดภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ วันที่ 1 ก.ค. นี้ จะทำให้ทั่วโลกรู้ว่าประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสได้ และจะทดลองระบบสาธารณสุข ซึ่งหากการเปิดภูเก็ตประสบความสำเร็จ จะถือว่าเป็นต้นแบบของพื้นที่อื่น ที่เตรียมตัวในอีก 120 วันข้างหน้า และเชื่อว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากกว่า 300,000 คน นักท่องเที่ยว 1 ล้านคนจะเดินทางมาไทยด้วยการใช้จ่าย 50,000 บาทต่อคนต่อเที่ยว รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 4 และจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.3% ในปี 2564 จากประมาณการครั้งก่อนที่ 0.5-2% ในปี 2564 

      ขณะเดียวกันทางด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ถ้าเปิดประเทศภายในเดือน ต.ค. 2564 นี้ จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น เนื่องจากเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่จะเร่งฉีดวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ และเปิดประเทศภายในเดือน ธ.ค. ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้านบาทต่อเดือน หากรวมแล้วใน 2 เดือนสุดท้ายของปีจะมีเม็ดเงินเข้ามาฉีดจีดีพีสูงถึง 4-5 แสนล้านบาท

Categories
หุ้น

หุ้นไทย 4 ตัว รับอานิสงส์ หลังมีประกาศปลดล็อก 5 สถานที่กทม

      หลังจากที่ประเทศไทยต้องเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 รอบที่ 3 ซึ่งนับว่าเป็นรอบนี้ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งดูจากจำนวนยอดผู้ติดเชื้อ และยอดผู้เสียชีวิต แต่เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ได้มีมติเห็นชอบมาตรการผ่อนคลายการดำเนินกิจการและกิจกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งการผ่อนคลายมาตรการนี้ทำให้หุ้นไทยหลายตัวเหมือนฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

หุ้นไทยกลับมาคึกคัก หลังมีประกาศปลดล็อก 5 สถานที่กทม

โดย 5 สถานที่ที่ได้รับการผ่อนคลายมาตรการ ทั้ง 5 กิจกรรม ทำให้หุ้นไทยที่เกี่ยวข้องกับ 5 สถานที่เหล่านี้ได้รับอานิสงค์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดย 5 กิจกรรม หรือ 5 สถานที่ที่ได้รับการผ่อนคลายมีดังนี้ 

  • พิพิธภัณฑ์ อันได้แก่ พิพิธภัณฑ์สถาน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงพิพิธภัณฑ์ในลักษณะเดียวกัน แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โดยมีมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสอย่างเคร่งครัด 
  • สวยสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ต่างๆ ห้ามใช้เพื่อสันทนาการอื่น ยกเว้นเดินและวิ่ง
  • คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม มีมาตรการป้องกันโรค ซึ่งถูกกำกับใกล้ชิดโดยแพทย์
  • สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (เฉพาะกิจการสปาเพื่อสุขภาพ, กิจการนวดเพื่อสุขภาพ) อนุญาตเฉพาะการนวดฝ่าเท้า 
  • ร้านทำเล็บและร้านสัก ต้อมสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ห้ามกระทำบนใบหน้าเด็ดขาด

ทั้งนี้มาตรการการผ่อนคลายจะเริ่มตั้งแต่ 14 มิ.ย. 2564 เป็นต้นไป ในส่วนของสถานที่และกิจการประเภทอื่น ซึ่งมีคำสั่งปิดไปก่อนหน้า ให้ติดต่อไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2564 

      ซึ่งผลการประกาศดังกล่าว เบื้องต้นประเมินว่ามาตรการผ่อนคลายทั้ง 5 กิจกรรม โดยตลาดหุ้นไทยที่ได้รับผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ซึ่งวันนี้เราก็มีบทวิเคราะห์หุ้นไทยอย่างละเล็กละน้อยทั้ง 4 หุ้นนี้มาฝากด้วย

วิเคราะห์หุ้นไทย 4 หุ้นที่รับอานิสงค์จากผ่อนคลายมาตรการกรุงเทพ ฯ

      ทั้งนี้เรามาวิเคราะห์หุ้นไทยของบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการประเมินแนวโน้มครึ่งหลังปี 2564 ของบริษัทดังกล่าวที่พูดไปก่อนหน้าเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ โดยหุ้นไทยตัวแรกที่เราจะนำบทวิเคราะห์มาให้คือ บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA มีการประเมินว่าจะเป็นบวกมากขึ้นหลังจากที่มีการเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุม Covid-19 ซึ่งเมื่อก่อนผลประกอบการค่อนข้างไม่ดี แต่เมื่อมีการผ่อนคลาย และประชากรในประเทศเริ่มมีการฉีดวัคซีนกันมากขึ้น มีการปรับกำไรปี 2565 เพิ่มขึ้น 18% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 127 ล้านบาท โดยปรับรายได้ขึ้นมาที่ 963 ล้านบาท และได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 10.00 บาท จาก Outlook ที่ดูดีขึ้นหลังรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของ Covid-19 โดยมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่ารัฐจะฉีดวัคซีนได้ครบถ้วน และเปิดประเทศที่จังหวัดภูเก็ตได้ในวันที่ 1 ก.ค. 2564 ซึ่งเป็นผลบวกต่อ PAX และ Utilization rate ของ SP

      บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกีด (มหาชน) หรือ MINT ทางด้านนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย บล. เคทีบีเอสที มีมุมมองเป็นบวกต่อ MINT เพราะมีสัดส่วนรายได้ในยุโรปสูงถึง 60% ยิ่งถ้ามีการผ่อนคลายมาตรการ มีการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ซึ่งจะทำให้ทาง MINT ได้รับผลประโยชน์ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็น Local 75-80% และทำให้มีโอกาสขาดทุนน้อยกว่าที่คาด ซึ่งแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 35.00 บาท 

      บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ทางด้านวิเคราะห์หุ้นไทย บล. เคจีไอ คาดว่าผลการดำเนินงานของ CENTEL จะฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2564 เพราะมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นที่มาจากการดำเนินงานของโรงแรมในมัลดีฟส์ (20% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม) และความคืบหน้าของการเปิดจังหวัดภูเก็ตที่สามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาส 3/2564 โดยรายได้จากโรงแรมในภูเก็ตคิดเป็น 15% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม แนะนำให้ซื้อราคาเป้าหมาย 35.00 บาท

      ท้ายสุดบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ทางด้านนักวิเคราะห์บล. กรุงศรี มองว่าแนวโน้มระยะสั้นยังคงอ่อนแอจาก Occupancy ในไตรมาส 2/2564 ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกสาม แต่ยังเชื่อว่าเม็ดเงินเพิ่มทุนของ ERW จนทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้นจนสามารถแบกรับผลขาดทุนในปี 2564 ขณะที่คาดว่าเมื่อประเทศได้เปิดประเทศในครึ่งหลังของปี 2564 ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมสถานการณ์การระบาดในประเทศไทยได้ดี, มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ, การใช้ภูเก็ตโมเดล ประกอบกับการเกิด Head Immunity ในยุโรปภายในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน จะช่วยกระตุ้นราคาหุ้นไทย ซึ่งแนะนำให้ซื้อราคาเป้าหมายที่ 3.60 บาท 

ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในประเทศไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แนะนำให้คุณติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อที่คุณจะได้ดูกราฟหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา