Categories
บทวิเคราะห์

ส่องดัชนีset50 ในปี2564 ที่มีมูลค่าในการซื้อขายสูงสุด

set50 คือ ดัชนีราคาหุ้น ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นอีกตัวหนึ่ง เพื่อใช้แสดงระดับความเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหุ้นสามัญ 50 ตัว โดยคัดเลือกกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดและสภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด 50 อันดับแรก

จุดประสงค์ของ set50 นั้นนอกจากจะเป็นเครื่องมือวัดความเคลื่อนไหวของหุ้นขนาดใหญ่แล้ว ยังสามารถใช้เป็นดัชนีอ้างอิงในการออกตราสารอนุพันธ์ เช่น SET50 Index Futures และ SET50 Index Options ด้วยความที่ set50 ประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ พื้นฐานดีและผ่านกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของตลาดหุ้น ทำให้หลายคนมองว่า หุ้นในกลุ่มนี้ เป็นหุ้นที่ปลอดภัยเมื่อเทียบกับหุ้นทั่วไป และนักลงทุนหลายคนอาจได้หุ้นตัวแรกจากหุ้นset50 ในกลุ่มนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม คุณควรที่จะต้องศึกษาค้นคว้าและทำการประเมินแนวโน้มของอนาคตของหุ้นด้วยตนเอง เพื่อที่จะได้คิดวิเคราะห์แนวโน้มของดัชนีราคาหุ้นได้ถูกต้อง

set50

ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-568702

หลักเกณฑ์การคัดเลือกดัชนี SET50

ในการที่หุ้นต่างๆ จะผ่านเข่าเกณฑ์ 50 อันดับแรกเพื่อจะบรรจุเข้า set50 จะต้องมีคุณสมบัติที่ดี มีพื้นฐานดัชนีราคาหุ้นที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งมีหลักเกณฑ์คร่าว ๆ คือ ต้องเป็นหุ้นสามัญที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นอกจากนี้หุ้นนั้นๆ จะต้องไม่อยู่ในกระบวนการเพิกถอน ไม่ถูกสั่งพักการซื้อขายหรือมีแนวโน้มถูกสั่งพักการซื้อขาย (SP) เป็นเวลานานเกิน 20 วัน และไม่เป็นหุ้นที่ผิดชำระหนี้แล้วหรือไม่สามารถชำระหนี้ที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัท ไม่เป็นหุ้นของบริษัทล้มละลายหรือเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือชำระกิจการ และหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด สูงสุด 200 ลำดับแรก มีผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุนชำระแล้ว เป็นหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอตามสภาพปกติของตลาด โดยไม่น้อยกว่า 50% ของมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย

โดยหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ 50 อันดับแรกจะบรรจุเข้า set50 โดยหุ้นอันดับที่ 51-55 จะอยู่ในรายชื่อสำรอง และจะมีการทบทวนรายชื่อหุ้นset50 โดยจะทำทุกครึ่งปี ซึ่งจะทำทุกเดือนมิถุนายน สำหรับรายชื่อหุ้นset50 ครึ่งปีหลัง และคัดเลือกอีกครั้งในเดือนธันวาคม สำหรับรายชื่อหุ้นset50 ครึ่งแรกของปีถัดไป

set50

ที่มาภาพ : https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain

set50 ปี 2564 มีอะไรบ้าง

set50 เป็น ดัชนีราคาหุ้น ที่ได้รับความนิยม ซึ่งในปี2564 นั้น มี50บริษัทดังนี้ ADVANC, AOT, BLL, BDMS, BEM, BGRIM, BH, BJC, BTS, CBG, COM7, CPALL, CPF, CPN, CRC, DELTA, DTAC, EA, EGCO, GLOBAL, GPSC, GULF, HMPRO, INTUCH, IRPC, IVL, KBANK, KCE , KTB, KTC, LH, MINT, MTC, OR, OSP, PTT, PTTEP, PTTGC, RATCH, SAWAD, SCB, SCC, SCGP, STA, STGT, TISCO, TOP, TRUE, TTB, TU ซึ่งธุรกิจทั้ง 50 บริษัทนี้ มีทั้งธุรกิจอาหาร ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจการเงิน ธุรกิจเทคโนโลยี ธุรกิจสินค้าอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย 

หุ้นset50 เป็นหุ้นที่ได้รับการจับตามองจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี มีคุณสมบัติที่ได้มาตรฐาน ทั้งยังเป็นหุ้นที่มีสภาพการดำเนินงานคล่องตัวที่สุด มีมูลค่าหุ้นด้วย ดังนั้นเหล่านักลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าการลงทุนกับหุ้นset50 นั้น จะได้ผลตอบแทนที่ดีแน่นอน

Categories
บทวิเคราะห์

ส่องหุ้นน่าซื้อ ให้คุณได้ต่อยอดในการลงทุน

หุ้นดี ๆ หุ้นน่าซื้อ ในปัจจุบันมีมากมาย หลากหลายรูปแบบ การซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี จะต้องคิดวิเคราะห์จากหลายปัจจัย ยิ่งหากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ แน่นอนว่าคุณจะต้องศึกษาก่อน เพื่อให้คุณสามารถนำไปต่อยอดได้ วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 กลุ่ม หุ้นน่าซื้อ น่าลงทุนให้คุณได้นำไปพิจารณากัน

1.กลุ่มค้าปลีก แน่นอนว่ากลุ้มค้าปลีกนั้นมีหลายกลุ่ม แต่คุณสามารถเลือกซื้อจากกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงขึ้นได้ ได้แก่ CPALL, COM7, MAKRO, HMPRO, GLOBAL, DOHOME 

2.กลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เราจะเลือกกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอุปสงค์ต่อการใช้ไฟของภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมที่มากขึ้น ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM 

3.หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการสถานีปั๊มน้ำมันจากอุปสงค์การเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้ครนิยมใช้รถในการเดินทาง การลงทุนกับกลุ่มสินค้านี้จึงคุ้มค่า ซึ่งได้แก่ OR และ PTG

4.กลุ่มธุรกิจ AMC ที่เรามองไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ SCB แต่ราคากลับปรับตัวลงมาแรง ได้แก่ JMT, CHAYO 

5.หุ้น 2 บริษัทที่อยู่ในธีม Index rebalancing ได้แก่ TTB ,SET50 ,AWC

หุ้นน่าซื้อ

ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-772290 

สิ่งที่ควรรู้สำหรับนักลงทุนมือใหม่ในการซื้อหุ้น

1. ใน การซื้อหุ้น นั้น ควรตั้งเป้าหมายในการลงทุนในระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล หรือมูลค่าของหุ้นในอนาคต เพื่อความมั่นคงทางการเงินของเรา

2. ในการลงทุนควรใช้เงินที่เราสามารถเสียไปโดยไม่เดือดร้อน เพราะการลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยง ดังนั้นถ้าหากเราเอาเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตไปเสี่ยง อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองได้ และควรมีเงินออมเผื่อไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินและไม่คาดฝันด้วย

3. รู้จักหุ้นให้ดีที่เราจะลงทุนเสียก่อน ควรรู้ว่าหุ้นตัวนั้นที่เราเลือก ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลต่าง ๆ ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และอื่น ๆ อีกมากมายที่เราต้องรู้ รู้ยิ่งเยอะยิ่งดี และต้องคิดวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็นด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง สิ่งที่ควรคิดอีกอย่างคือทำอย่างไรให้สามารถรักษาต้นทุนไว้ได้ด้วย

เมื่อได้รู้ถึงสิ่งที่จะต้องทราบแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าจะรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นน่าซื้อ หุ้นที่มีพื้นฐานดี มีลักษณะอย่างไร

จะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นไหนน่าซื้อ

1. บริษัทที่ดีที่น่าลงทุนควรมียอดขายหรือรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อเป็นตัวบ่งบอกว่าบริษัทยังเติบโตต่อได้ และต้องสามารถคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตบริษัทก็คงมีรายได้มากขึ้นอีก 

2. บริหารธุรกิจได้ดี มีกำไรสม่ำเสมอ และมีกำไรสม่ำเสมอมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งผลกำไรควรได้มาจากการขายสินค้าและบริการหลักของบริษัท เนื่องจากจะเป็นผลดีกับบริษัทในระยะยาวเพราะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นประจำ 

3. ธุรกิจมีจุดแข็ง มีความสามารถในการแข่งขัน มีจุดแข็งเป็นที่ต้องการของตลาด และมีความสามารถในการแข่งขันกับผู้ประกอบการอื่นได้ การลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องมองให้เห็นภาพอนาคตการเติบโตของบริษัท ต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเติบโต

4. อัตราส่วนหนี้สินต่อต้นทุนไม่สูง

5. หุ้นที่มีพื้นฐานดีจำเป็นต้องมีกำไรสะสมเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพราะกำไรสะสมเป็นส่วนที่บริษัทสามารถนำไปลงทุนต่อยอดเพื่อทำให้กิจการเติบโตขึ้นได้ และเงินส่วนนี้สามารถนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อีกด้วย

6. ทีมผู้บริหารโปร่งใส มีการดูแลควบคุมกิจการที่ดี

หากอยากครอบครอ งหุ้นที่มีพื้นฐานดี ต้องค่อย ๆ ศึกษาแต่ละองค์ประกอบให้ถี่ถ้วน อย่าใจร้อนเกินไป เพราะหากคุณมีหุ้นที่มีพื้นฐานดีไว้ในครอบครองแล้ว ความกังวลของคุณที่มีต่อสภาวะของตลาดหุ้นจะลดลงมาก อยากเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จทำได้ไม่ยาก เพียงแค่คุณวิเคราะห์หุ้นให้ดีเท่านั้น

หุ้นน่าซื้อ

ที่มาภาพ : https://www.kaohoon.com/breakingnews/481965 

Categories
บทวิเคราะห์

ราคาทองขึ้น เหตุคนใช้สวัสดิการว่างงานเพิ่ม

ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิต-19 ที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความไม่แน่นอนด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่มันยังส่งผลต่อ ราคาทอง ในตลาดอีกด้วย หลังมีรายงานว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้กระตุ้นแรงซื้อทองคําให้เพิ่มสูงขึ้น

https://www.freepik.com/free-photo/golden-abacus-with-chinese-rmb-gold-coins-as-background_1167935.htm#page=1&query=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3&position=17 

ราคาทองผันผวน มีการขึ้น-ลงของราคาหลายปัจจัย!

จากความพยายามของคณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ต้องการให้จีนแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัจจัยบวกดังกล่าว ส่งผลให้ ราคาทอง ลดลงเนื่องจากแรงซื้อทองคําในตลาดทองคำ โลกอ่อนตัวลง สืบเนื่องจากจีนละเมิดสิทธิมนุษยชน และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสอดส่องความเป็นส่วนตัวของประชาชนในมณฑลซินเจียง 

แต่ราคาทองโลกลงไปได้ไม่นานก็กลับขึ้นมาบวก เนื่องจากหลายๆ ปัจจัย อาทิ

  • แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน 1.25% ท่ามกลางความวิตกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าที่ระบาดหนักในหลายประเทศทั่วโลก
  • จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น 11% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะยอดผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จนกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ร่วงลงอย่างหนัก ซึ่งช่วยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย
  • การเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 373,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว
  • ซึ่งปัจจัยที่กล่าวมาทั้ง 3 ปัจจัยนี้ หนุนให้ทองคำราคาพุ่งแตะระดับสูงสุดที่บริเวณ 1,818.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    แนวรับ-แนวต้านราคาทองหลังจากนี้

    เนื่องจากความผันผวน ราคาทอง ที่ยังไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 แนวรับ-แนวต้านที่ tradingnews ให้คำแนะนำจึงยังไม่ตายตัวแน่นอน แต่คร่าว ๆ จะให้ช้อนซื้อ ราคาทองโลก ตอนยืนเหนือแนวรับ 1,795-1,783 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้น หากหนือบริเวณ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ การขยับขึ้นจะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

    โดยให้ทำการลงทุนใน ตลาดทองคำ แบบเน้นเก็งกำไรซื้อขายระยะสั้นก่อน หากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนและถือเก็บไว้บางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,818-1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อที่ส่วนที่ผ่านได้จะสามารถถือต่อไปได้แบบยาว ๆ นี่เป็นเพียงบทวิเคราะห์จาก tradingnews โดยอิงจากสถานการณ์ตลาดทองโลกช่วงนี้เท่านั้น ยังไม่รวมปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาจนส่งผลกระทบกับราคาทองคำอีก

    Categories
    บทวิเคราะห์

    ไปต่อไม่ไหว! บิทคอยน์อยู่ที่ 33,400 ดอลลาร์ ก่อนการปลดล็อคเหรียญของ Grayscale

    นิ่งสยบทุกความเคลื่อนไหวกับ บิทคอยน์ ที่ราคาตอนนี้ยังหยุดอยู่ที่ระดับ 33,000-34,000 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับเหรียญ Altcoin อื่น ๆ ในตลาดที่ตอนนี้ยังคงอยู่ในระดับราคาเดิมมาหลายวันติด โดยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา Bitcoin ได้มีการทดสอบราคาที่ $35,000 แต่ล้มเหลว ไม่สามารถฝ่าด่านแนวต้านที่สำคัญไปได้ จนทำให้มันต้องถูกเทขายและร่วงลงมาอีกในไม่กี่วันถัดมา โดยราคานั้นได้ร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 32,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว

    https://www.freepik.com/free-photo/indian-bitcoin-trader-checking-stock-trading-data-analysis-concept-working-office-with-financial-graph-computer-monitors_9314178.htm#page=1&query=bitcoin&position=43 

    บิทคอยน์นิ่ง เหตุจากการปลดล็อคหุ้น Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ของทาง Grayscale

    เรียกได้ว่าเป็นเรื่องชวนอกสั่นขวัญผวาอยู่เนือง ๆ สำหรับข่าวการปลดล็อคหุ้น Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ของทาง Grayscale ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และจะเป็นการปลดล็อกที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ จริงอยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอเรนซีหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ บิทคอยน์ เอาไว้ว่า การปลดล็อกเหรียญบิทคอยน์ ที่ Grayscale เก็บไว้จะทำให้ราคาตกได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นคนจะช้อนซื้อมันใน ราคาบิทคอยน์ ที่ถูกเพื่อถือเก็บยาว ๆ 

    Alex Mashinsky ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Celsius ออกมาเปิดเผยวว่า “นี่คือโอกาสที่ดีที่จะเข้าช้อนเหรียญบิทคอยน์ราคาถูกที่ทาง Grayscale ปล่อยออกมาในสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ เพราะหลังจากนั้นไปในในระยะยาวบิทคอยน์สามารถเข้าสู่ภาวะกระทิงได้ โดยเขาคาดว่ามันจะไต่ราคาขึ้นไปสูงถึง $140,000 – $160,000 เลยทีเดียว” 

    https://www.freepik.com/free-photo/bitcoin-is-new-concept-virtual-money-graphics-digital-background-coins-with-image-letter-b_10107475.htm#page=1&query=cryptocurrency&position=0 

    บิทคอยน์ราคาตกกระทบต่อเป็นทอด ๆ ทำเหรียญ Altcoin นิ่งตาม

    จากการปลดล็อคหุ้น Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ของทาง Grayscale ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และจะเป็นการปลดล็อคที่ใหญ่ที่สุด ทำให้จนถึงตอนนี้โวลุมการซื้อขายยังคงต่ำอยู่ ซึ่งการที่ บิทคอยน์ ราคาตกแบบนี้ได้ส่งผลกระทบไปถึงเหรียญ Altcoin อื่น ๆ ให้นิ่งตามไปด้วย หากลองดูที่ตลาด Altcoin ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจะเห็นว่ามันค่อนข้างจะมีลักษณะใกล้เคียงกับเหรียญตัวท็อป โดยเฉพาะ ETH ที่มีราคาร่วงลงมาต่ำกว่า 2,100 ดอลลาร์แล้ว

    นอกจากนี้ Cardano, Ripple, Polkadot และ Bitcoin Cash เอง ก็มีราคาลดลงเล็กน้อยด้วย ส่วน Dogecoin นั้นดูเหมือนว่าจะลดลงมากที่สุดที่ 3% เรียกได้ว่าเป็นเหรียญที่ช่วงนี้ลงอย่างเดียว ราคาขึ้นน้อยมาก ส่วน Uniswap นั้นร่วงลงมาต่ำกว่า 20 ดอลลาร์ ขณะที่ Solana ปรับฐานมากกว่า 4% จนต่ำกว่า 32 ดอลลาร์ ส่วน Binance Coin และ Litecoin เป็นเพียง 2 เหรียญในไม่กี่ตัวที่ยังเป็นสีเขียวอยู่

    ขณะที่ Altcoin ที่มี marketcap ต่ำนั้นดูเหมือนว่าจะมีความนิ่งอย่างมาก ยกเว้น Stack ที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นไปแตะ 1.40 ดอลลาร์อย่างรุนแรง ขณะที่เหรียญอื่น ๆ อย่าง Telcoin นั้นดูเหมือนว่าจะลดลงมากที่สุด (-14%) รองลงมาคือ Revain (-10%), Axie Infinity (-8%) และ Huobi Token (-6%) งานนี้สรุปได้ว่าใครที่จะซื้อ เหรียญบิทคอยน์ Tradingnews มองว่ารอดู ราคาบิทคอยน์ อีกที่หนึ่งก่อนค่อยเข้าจะดีกว่า เรียกได้ว่าอาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์คือสัปดาห์เฝ้าระวังเลยก็ว่าได้ โดยราคาที่ควรเข้าอยู่ที่ 30,000 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่านั้น ส่วนราคาที่ควรขายคาดว่าจะอยู่ที่ 140,000-160,000 ดอลลาร์

    Categories
    บทวิเคราะห์

    เปิดโผ 3 หุ้นไทยขนาดเล็ก แต่แนวโน้มกำไรดี!

    บล.กสิกรไทยได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หุ้นไทย ขนาดเล็กที่มีแนวโน้มกำไรดี น่าซื้อ มี 3 ตัวด้วยกัน นั่นก็คือ ASK ที่มีกำไรปี 64 เติบโต 33%, CHAYO ซึ่งมีกำไรเติบโตถึง 58% และ EPG ที่กำไรเติบโตถึง 28% งานนี้หุ้นแต่ละตัวมีปัจจัยอะไรบ้างที่หนุนการเติบโตให้กำไรเพิ่มสูงขึ้นบ้าง บทความนี้มีคำตอบ!

    https://www.freepik.com/free-photo/stock-market_ 

    3 หุ้นไทยขนาดเล็ก ที่มีปัจจัยหนุนให้กำไรโต!

    1. หุ้น ASK

    สำหรับ หุ้นไทย ตัวแรก YoY ประเดิมที่ ASK โดยมองว่ากำไรปีนี้อยู่ที่ 1.17 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 33% ส่วนปี 65 จะอยู่ที่ 1.45 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 23.7% ส่วนปี 66 จะอยู่ที่ 1.65 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 13.3% ซึ่งปัจจัยหนุนการเติบโตด้านกำไรที่สำคัญนั้นมาจาก

  • การเติบโตที่แข็งแกร่งของสินเชื่อ 24.4%ในปี 64 และสัดส่วน 21.6% ในปี 65 จากขาขึ้นของอุปสงค์รถบรรทุก
  • ขาขึ้นของ loan yield เนื่องจาก ASK หันไปมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มี yield สูงขึ้น
  • การเติบโตในธุรกิจรายได้ที่มีใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR)ปี 64-66 ที่ 22%
  • ทั้งนี้ ยอดขายรถบรรทุกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น 50.4% YOY ใน1Q64 แม้ราคาหุ้นในปัจจุบันจะปรับเพิ่มขึ้นไป 54% YTD แต่ยังถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับหุ้นการลงทุนอื่นในกลุ่มที่ PER และ PBV ปี 64 ในระดับ 16.0 เท่า และ 2.1 เท่า 

    2. หุ้น EPG

    สำหรับ EPG คาดรายงานกำไรปี FY65 ที่เติบโตขึ้น 33% นั้นมีปัจจัยมาจาก

  • ธุรกิจฉนวนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการลงทุนในสหรัฐฯ
  • ยอดขายยานยนต์ในตลาดโลกที่เติบโตขึ้น ซึ่งจะหนุนธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ของ EPG 
  • การใช้บริการจัดส่งอาหารมากขึ้น คาดว่าจะกระตุ้นธุรกิจ บรรจุภัณฑ์อาหารในประเทศของ EPG ขึ้นได้
  • ทั้งนี้เชื่อว่ากำไรสุทธิโตรมาส 4/FY64 ที่ต่ำกว่าคาดว่าเป็นเพียงการสะดุดในระยะสั้นเท่านั้น โดยการดำเนินงานโดยรวมของ EPG จะยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากอุปสงค์ที่สะสมจากช่วงก่อน (pent-up demand) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการปรับเพิ่มราคาขายสินค้าบางอย่างขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับราคาปิโตรเคมี โบรกเกอร์จึงคาดว่ารายได้และกำไรไตรมาส1 /FY65 จะเติบโตขึ้นทั้ง YOY และ QOQ ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่ปรับลดลงไป 7% เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2564 คือโอกาสอันดีที่คุณจะสะสมและถือยาว ๆ 

    3. หุ้น CHAYO 

    จากรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในปี 64-66 ในกลุ่ม AMC ที่โบรกเกอร์วิเคราะห์อยู่ คาดว่า CHAYO จะรายงานกำไรสุทธิที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 31 % ระหว่างปี 64 มาอยู่ที่ 245 ล้านบาท ปี 65 ที่ 310 ล้านบาท และปี 66 อยู่ที่ 347 ล้านบาทด้วยแรงขับเคลื่อนหลักจาก

  • การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากทั้งพอร์ต NPL ที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันจากการเก็บเงินสดที่เพิ่มขึ้นและพอร์ตสินเชื่อที่ใหญ่ขึ้น
  • ความสามารถในการทำกำไรที่มากขึ้น
  • โดยกำไรสุทธิปี 64-65 มี upside หลัก 2 รายการ คือ CHAYO JV (CHAYO ถือหุ้นอยู่ 55%) จะเริ่มดำเนินธุรกิจในช่วงต้น มิ.ย. 64 ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1.8 พันล้านบาทในพอร์ต NPL ที่มีหลักประกันขนาดใหญ่ และจากฐานเงินทุนที่ 1.8 พันล้านบาท คาดว่า ROE ของ CHAYO JV จะอยู่ในระดับเดียวกับของ CHAYO ในกรอบ 10-15% และคาดจะสร้างส่วนแบ่งกำไรให้กับ CHAYO ที่กรอบ 99-149 ล้านบาท

    https://www.freepik.com/free-photo/stack-five-rows-coins_

    ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยทั้ง 3 ตัว

    โบรกเกอร์ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ หุ้นไทย ทั้ง 3 ตัว เอาไว้ดังนี้

  • หุ้น ASK ให้ซื้อที่ราคาเป้าหมายเดิมสำหรับกลางปี 65 ที่ 44.7 บาท แม้ราคาหุ้นจะเพิ่มไปแล้ว 7% แต่จากการวิเคราะห์ ASK ก็ยังมีมูลค่าซื้อขายที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • หุ้น EPG จากกลยุทธ์การลงทุนควรซื้อด้วยราคาเป้าหมายเดิมปี FY65 (มี.ค. 65) ที่ 14 บาท โดยโบรกเกอร์มองว่าทิศทางการเติบโตของบริษัทฯ และทั้งอุตสาหกรรมยังอยู่ในแนวบวก
  • หุ้น CHAYO จากรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในปี 64-66 ในกลุ่ม AMC ทำให้ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 19.40 บาท จากเดิม 17.20 บาท จึงควรซื้อเก็บไว้
  • Categories
    บทวิเคราะห์

    หุ้นไทย ปิดลบ วิตกเปิดเมืองไม่แน่นอน เงินทุนไหลออก GDP กดบาทอ่อนค่าหนัก

    หุ้นไทยช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เข้าขั้นวิกฤตอย่างหนัก เพราะวันนี้ 23 มิถุนายน 2564 ปิดลบ 7.15 จุด หลุด 1,600 ซึ่งสัญญาณการปิดลบแบบนี้ ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่ปิดลบ เพราะแท้จริงแล้วตลาดหุ้นไทยเองก็ส่อแววปิดลบมาสักพัก ซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้กราฟหุ้นไทยปิดลบมีหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งนี้ทางเราได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่ทำให้หุ้นไทยปิดลบมากถึงขนาดนี้

    Cr: https://today.line.me/

    หุ้นไทยปิดลบ 1.90 สัญญาณเป็นลบ เพราะเปิดเมืองไม่แน่นอน

    เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น หุ้นไทยต้องเผชิญกับสภาวะกราฟหุ้นไทยตก ปิดที่ระดับ 1,599.23 จุด ลดลง 1.90 จุด (-0,12%) มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 81,592.73 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ จนช่วงท้ายตลาดฯดัชนีฯเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,613.66 จุด และระดับต่ำสุด 1,598.56 จุด ในส่วนของหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 564 หลักทรัพย์ ลดลง 916 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 537 หลักทรัพย์ 

    ทั้งนี้ทางด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์ เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้มีการอ่อนตัวลง โดยสิ่งที่มากระทบ หรือที่เป็นปัจจัยทำให้ปิดลบนั้นก็เพราะความกังวลเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้เห็นแรงขายในตลาดเอเชีย ทั้งตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และตลาดหุ้นไต้หวัน ทำให้มีความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออก 

    ทั้งนี้ทางนักลงทุนได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นในกลุ่มปิโตเคมี และสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากที่ผ่านมาได้ให้น้ำหนักการลงทุนเอาไว้ค่อนข้างสูง และในครึ่งปีหลังราคาผลิตภัณฑ์หลายตัวเองก็เริ่มชะลอตัว ทำให้กำไรในครึ่งปีหลังด้อยกว่าครึ่งปีแรกมาก ซึ่งทำให้นักลงทุนคิดเรื่องปัจจัยเสี่ยงนี้และทำให้ลดน้ำหนักแก่การลงทุน แล้วโยกการลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่ม ห้างสรรพสินค้า, ท่องเที่ยว สายการบิน และโรงพยาบาลขนาดใหญ่

    ซึ่งดัชนีกราฟหุ้นไทยได้ไหลลงมาต่ำกว่าระดับ 1,606 จุด ทำให้เป็นสัญญาณลบ และมีแนวทดสอบถัดไปที่ 1,580 จุด ถ้าหลุดอีกก็จะทำให้ตลาดฯเข้าสู่การปรับฐาน ดังนั้นดัชนีฯ วันที่ 23 มิถุนายน ควรจะปิดเหนือระดับ 1,606 จุด มิฉะนั้นจะมีแนวรับทดสอบถัดไปที่ 1,550-1,520 จุด ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชียเองเคลื่อนไหวในแดนบวก ในขณะที่ตลาดฝั่งยุโรปส่วนใหญ่ติดลบกันเล็กน้อย 

    Cr: https://today.line.me/

    หุ้นไทยยังคงปิดลบ 7.15 จุด หลุด 1,600 GDP กดบาทอ่อนค่าหนัก

    ในวันที่ 23 มิถุนายน หุ้นไทยปิดลบ 1,592.08 จุด ลดลง 7.15 จุด (-0.45%) มูลค่าการซื้อขาย 77,735.03 ล้านบาท ซึ่งกราฟหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวก-ลบ จนมาถึงช่วงท้ายตลาดหุ้นไทย ดัชนีได้ไหลลงเรื่อยจนปิดตลาดในแดนลบและหลุดแนว 1,600 จุด โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,606,39 จุด และระดับต่ำสุด 1,590.63 จุด ซึ่งทางด้านตลาดหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 364 หลักทรัพย์ ลดลง 1,226 หลักทรัพย์และไม่เปลี่ยนแปลง 460 หลักทรัพย์ 

    ทั้งนี้ทางด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนายการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล. โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลง หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายเงิน (กนง.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้แค่ 1.8% และปี 2565 นี้อาจขยายตัวลดลงเหลือ 3.9% สะท้อนการฟื้นตัวชะลอลง และยังคาดว่าปีนี้ไฟลพลิกขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมคาดว่าจะเกินดุล 1.2 พันล้านดอลลาร์ 

    โดยทาง กนง. ยังกังวลเรื่องการท่องเที่ยวฟื้นช้ากว่าที่คาดเอาไว้ เนื่องจากมีการเลื่อนฉีดวัคซีน และจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศยังไม่ลดลง อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากการชุมนุมทางการเมือง จึงทำให้มีการปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดเหลือ 7 แสนคนในปีนี้ จากเดิมคาดว่าอยู่ที่ 3 ล้านคน ทั้งนี้จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูตลาดหุ้นไทยต่อไป 

    ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชียก็มีการเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นตลาดในกลุ่ม TIP ที่ติดลบ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอินเดียที่ติดลบมาตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ยังคงรุนแรง ส่วนตลาดหุ้นยุโรปช่วงนี้มีการแกว่ง Sideway Down ราว 0.3-0.4% 

    Categories
    บทวิเคราะห์

    โบรกเกอร์เชียร์ 4 หุ้นไทยแกร่ง! เอาอยู่ในสถานการณ์ล็อกดาวน์

    ยังคงสุ่มเสี่ยงอยู่สำหรับสถานการณ์หุ้นไทยในขณะนี้ เนื่องจากผลกระทบที่ได้รับจากสถานการณ์ล็อกดาวน์ อย่างไรก็ตามโบรกเกอร์จากหลายส่วนยังคงมองว่าหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวทางเทคนิคระยะสั้นในช่วงเช้า แต่มีโอกาสที่จะอ่อนแรงลง โดยมองแรงขายลดความเสี่ยงจากการกังวลล็อกดาวน์ ในกรอบที่ 1,500-1,565 จุด

    หุ้นไทย

    https://www.freepik.com/free-photo/capital-tablet-exchange-screen-skyscraper_1088871.htm#page=1&query=%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99&position=1

    4 หุ้นไทยน่าซื้อ ช่วงสถานการณ์ล็อกดาวน์

    สำหรับหุ้นไทยเด่น ๆ ที่จะแนะนำในช่วงนี้มีอยู่ด้วยกันถึง 4 ตัว นั่นก็คือ หุ้น BCPG, หุ้น BDMS, หุ้น TU และ หุ้น SIS ซึ่งเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ค่อนแข็งแรงเป็นอย่างมาก และเมื่อดูไปที่พื้นฐานการให้บริการ หรือผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัท จะพบว่าค่อนข้างไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ล็อกดาวน์เท่าไหร่ ทำให้ความเสี่ยงในสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนค่อนข้างสูงไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อ 4 หุ้นไทยเหล่านี้มากนัก

    หุ้นไทย

    https://www.freepik.com/free-photo/stock-exchange-data-investment-workplace-concept_2861616.htm#page=2&query=%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99&position=36

    4 หุ้นไทยมีแนวโน้มเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ!

    โดย 4 หุ้นไทยที่มีแนวโน้มเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญมีดังนี้

    1. หุ้น BCPG 

    เริ่มกันที่หุ้นตัวแรกอย่าง BCPG ซึ่งโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นหุ้นที่มีมุมมองบวกจากการรุกเข้าสู่ธุรกิจ Vanadium Redox Flow Battery (VRFB) จากจุดเด่น ได้แก่ 

    • อายุการใช้งาน 25-30 ปี vs Li-Ion Battery (LIB) ที่ 10-15 ปี
    • ต้นทุนเฉลี่ยอายุโครงการโรงไฟฟ้าต่ำกว่า LIB อย่างมีนัยสำคัญ

    โดยแนวโน้มกำไร 2Q64 คาดกำไรปกติที่ 400-450 ลบ. เติบโต YoY และการเข้าลงทุนในธุรกิจ VRFB จะสร้าง Synergy ในระยะยาวให้กับ BCPG ขณะที่ประมาณการกำไรของเรามี Upside จากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่อยู่ระหว่างศึกษา คาดว่าราคาปิดที่ทำได้จะอยู่ที 14.00 บาท แนวต้านทางเทคนิค 15.00 บาท

    2. หุ้น BDMS 

    สำหรับหุ้นตัวนี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ทำให้จนถึงตอนนี้มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดย BDMS ได้ Sentiment เชิงบวกจากประเด็นนำเข้าวัคซีนทางเลือก “Moderna” ที่จองกันอย่างล้นหลามในหลายโรงพยาบาล และยังเชื่ออีกว่าผลประกอบการนับจาก 2Q64 ต่อเนื่องปี 2565 จะฟื้นตัวต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกทม.

    อีกทั้ง 2H64 จากความคืบหน้าวัคซีน อาจหนุนผู้ป่วยไทยฟื้นตัวดีกว่าที่คาดเอาไว้ ขณะที่ผู้ป่วย Fly-in คาดหวังเริ่มทยอยฟื้นตัวบางส่วน คงคาดกำไรปกติปี 2564 โต 43% YoY โดยมูลค่าพื้นฐานควรอยู่ที่ 24บาท แนะนำให้ทยอยสะสมไว้และถือในระยะยาว

    3. หุ้น TU 

    เรียกได้ว่าเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งในไตรมาส 2/64 เติบโตทั้ง QoQ YoY เลยก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากยอดขายอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับสูงและควบคุมต้นทุนได้ดี ขณะที่ Red Lobster ฟื้นตัวได้หลังจากเปิดเมือง คาดว่ากำไรไตรมาส 3/64 ดีต่อเนื่องโดยได้ผลบวกจากเงินบาทอ่อนค่า ให้ราคาเป้าหมายที่ 22.1 บาท

    4. หุ้น SIS 

    คาดกำไร ไตรมาส 2 /64 เติบโต YoY และทรงตัวในระดับสูง QoQ จากยอดขายสินค้า IT ที่อยู่ในเกณฑ์ดี ผสานกับโอกาสจากการWFH ที่คาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังของปี เป็นปัจจัยหนุนให้กำไรครึ่งปีหลังขยายตัวดีกว่าครึ่งแรก และระยะกลางจะมีสัดส่วน Recurring income มากขึ้นโดยราคาเป้าหมายอยู่ที่ 40 บาท

    Categories
    บทวิเคราะห์

    หุ้นน่าซื้อ SINGER, IMH ประจำไตรมาสที่ 2/64 Part 2

          หุ้นน่าซื้อ ประจำไตรมาสที่ 2/64 Part 2 เรามาต่อจาก 2 หุ้นที่น่าซื้อประจำไตรมาสที่ 2/64 Part 1 จากบทความก่อน ทีนี้เรามีอีก 2 หุ้นน่าซื้อไม่แพ้กัน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้ทั้ง 2 หุ้นนี้มีความน่าสนใจ และเช่นกันอาจเป็นบริษัทที่เข้าข่ายสามารถทำกำไรสุทธิสถิติใหม่ (นิวไฮ) ได้เช่นกัน โดย 2 หุ้นที่ว่าคือ SINGER และ IMH 

    หุ้นน่าซื้อ SINGER ธุรกิจเช่าซื้อ

          หุ้นน่าซื้อตัวแรกอย่างบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER โดยมีมุมมองจาก บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ซึ่งได้วิเคราะห์ว่า SINGER เป็นหุ้นที่น่าซื้อ ในไตรมาสที่ 2/64 อาจทำกำไรสุทธิทำสถิติใหม่ไม่ยาก โดยคาดว่าจะเติบโตราว 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 60% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจเช่าซื้อที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 20% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แถมสินค้าที่นิยมมีทั้ง เครื่องปรับอากาศ (บ้าน) และตู้แช่ (ร้านค้า) ซึ่งนับว่าเป็นสินค้าที่ธุรกิจแฟรนไชส์ที่เติบโตเท่าตัวจากปีก่อน รวมถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นถ้าถามว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อ SINGER ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกน่าที่น่าสนใจ 

          ทั้งนี้หุ้น SINGER ยังมีธุรกิจจำนำทะเบียน หรือที่เรียกกันว่า C4C เป็นพอร์ตสินเชื่อที่น่าสนใจเพราะเติบโตเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท อีกทั้งกลยุทธ์ของธุรกิจ C4C จะเดินตามแผนที่วางไว้อยู่ ถึงแม้หลายภาคส่วนจะมีความกังวลต่อธุรกิจจำนำทะเบียนก็ตาม แต่ SINGER ถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าเจ้าอื่นๆ เนื่องมาจากทางรัฐบาล เน้นให้ความช่วยเหลือลูกค้ารายย่อย (B2C), การลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทคิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 15.4% ต่ำกว่าอัตสาหกรรม (18-22%) ทำให้ Downside ที่ปรับลงนั้นจำกัด, รวมถึงการแข่งขันในประเภทธุรกิจนี้จะไม่รุนแรงขึ้น คาดว่าคู่แข่งยังคงเป็นรายเดิม อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าธุรกิจสินเชื่อยังเติบโตได้อีก โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าจักรยานยนต์

          นอกจากนี้ SINGER ประเมินกำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 650 ล้านบาท และในปี 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ 892 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยนแล้วอยู่ที่ 42% ต่อปี โดยให้ราคาเหมาะสมปี 2564 เท่ากับ 50 บาท/หุ้น อิง P/E เป็น 35 เท่า หรือเทียบ PEG ที่ 0.83 เท่า 

    หุ้น IMH ธุรกิจโรงพยาบาล

          IMH หรือ บริษัท โรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ จำกัด (มหาชน) ที่ทาง บล. ทีนี้ตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่าเป็นหุ้นน่าซื้อ และมีแนวโน้มว่าในไตรมาส 2/2564 นี้อาจมีสิทธิ์ทำนิวไฮ ทั้งรายได้และกำไร เนื่องจาก IMH เป็นโรงพยาบาล ซึ่งในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ทำให้มีผู้เข้ารับตรวจเชื้อคาดว่าจะอยู่ที่ 50,000 ราย และจากไตรมาสก่อนหน้าจนถึงปัจจุบัน สามารถตรวจเชื้อไปได้แล้ว 41,200 ราย แถมการรับคนไข้ในจำนวน 100 เตียงของโรงพยาบาลประชาพัฒน์เต็ม 100% จากการรับผู้ป่วยโควิดน ซึ่งจำนวนคนเข้าตรวจและจำนวนเตียงถือว่าเยอะมากๆ จึงทำให้ IMH เป็นหุ้นที่น่าซื้อ ในไตรมาสที่ 2/64 

          ในขณะเดียวกัยในไตรมาส 2/2564 ยังได้รับอานิสงค์จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด จากการรับตรวจภูมิหลังรับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด โดยค่าบริการตรวจอยู่ที่ 550 บาทต่อครั้ง ซึ่งตอนนี้มีผู้ใช้บริการส่วนนี้ไปแล้ว 1.85 ล้านราย ซึ่งจำนวนนี้แค่ผู้ที่รับวัคซันโดสแรกเท่านั้น และ 9.6 แสนรายสำหรับโดสสอง ซึ่งในอนาคตเมื่อมีจำนวนคนฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น รายได้ส่วนนี้ก็มีโอกาสเพิ่มเข้าไปด้วย นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลเองยังมีรายได้จากโรงพยาบาลประชาพัฒน์จากการรับจำนวนผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้น และมีเป้าหมายรับถึง 30,000 ราย ประกอบกับการส่งต่อคนไข้จากกลุ่ม IMH ทำ ทำให้กำไรของโรงพยาบาลสูงขึ้น และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของ Economy of scale ในการใช้ทรัพยากรในเครือของโรงพยาบบาลอีกด้วย 

          ซึ่งทางโรงพยาบาลเองก็มีการปรับเพิ่มกำไรในปี 2564 ขึ้น 9.2% จาก 54 ล้านบาท เป็น 59 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับอัตรากำไรขั้นต้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าการรับตรวจสุขภาพทั่วไป ทำให้ทาง IMH ตั้งเป้าที่จะขยายรายได้จากกลุ่มโรงพยาบาลเพิ่มเติม โดยเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลในเครือ พร้อมกับ Spin Off กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลในอนาคต ดังนั้นถ้าคุณยังสงสัยว่าจะเลือกหุ้นตัวไหนน่าซื้อ IMH ถือเป็นหุ้นน่าซื้อ และคาดว่าในอนาคตธุรกิจนี้ยังเติบโตได้อีกเช่นกัน

    Categories
    บทวิเคราะห์

    ค่าเงินบาทอ่อน! ต่างชาติกังวลวัคซีนขาดแคลนในไทย ทิ้งหุ้นเป็นแถว

          สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในประเทศไทย ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเปิดที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากชาวต่างชาติเทหุ้นไทยกันเป็นแถว ผลพวงมาจากวัคซีนในประเทศไทยมีปัญหาขาดแคลน มีการชะลอการฉีดวัคซีนออกไป ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาในการผ่อนคลายล็อคดาวน์ จึงทำให้ชาวต่างชาติมีความกังวล เกิดความรู้ไม่มั่นใจ และขายหุ้นไทยนั่นเอง แต่ทั้งนี้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงก็จริง แล้วตลาดการเงินทั่วโลกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เราได้นายพูน

    พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์เงินบาทไทย และตลาดเงินทั่วโลกกัน 

    ค่าเงินบาทอ่อนตัว มีแนวโน้มแกว่ง จากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ

          นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันที่ 17 มิถุนายน 2564 อยู่ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขนี้อ่อนตัวลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินบาทวันนี้ส่งผลให้มีเกณฑ์ในอนาคตจะแกว่งตัวแบบ Sideway เนื่องจากผู้เล่นตลาดต่างรอการประชุม FOMC ทั้งนี้ค่าเงินบาทวันนี้และในวันต่อๆ ไป อาจอ่อนตัวลงเรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติหลายคนขายหุ้นไทยออก เห็นได้จากนักลงทุนต่างชาติเริ่มขายทำกำไรหุ้นไทยมากขึ้น 

          โดยเหตุการณ์ที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยขายหุ้นไทย เกิดมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 14 และ 15 มิถุนายน ที่มีการประกาศการเลื่อนฉีดวัคซีนในประเทศไทย อาจเพราะว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาวะขาดแคลนวัคซีนโควิด 19 ทำให้มาตรฐานผ่อนคลาย Lockdown ต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน แต่ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงนั้น ยังดีที่ไม่ได้อ่อนค่าไปมาก เพราะผู้ส่งออกส่วนใหญ่ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ทั้งนี้หากเงินบาทอ่อนค่าใกล้ระดับ 31.20 – 31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจทำให้อนาคตค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบต่อไปมองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 31.10-31.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

          อย่างไรก็ตามทางนายพูน พานิชพิบูลย์ ยังวิเคราะห์สถานการณ์ผู้เล่นตลาดส่วนใหญ่ ในช่วงสถานการณ์การชะลอฉีดวัคซีนโควิด 19 ว่า อยู่ในภาวะระมัดระวังมากขึ้น และขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อรอลุ้นการประชุมเฟดที่จะทราบในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสฯ ตามเวลาของสหรัฐฯ ส่งผลให้ในฝั่งของตลาดหุ่นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ที่ปรับตัวขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับแรงเทขายกดดัน ซึ่งส่งผลให้ทางหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq ปิดตลาด -0.71% ส่วนดัชนี Dowjones ปิดลบอยู่ที่ -0.27% และดัชนี S&P ก็ลดลง -0.20% จากแรงเทขายทำกำไรหุ้นในกลุ่ม Cyclical ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลาดส่วนใหญ่ติดลบ ลดลงเป็นถ้วนหน้า ซึ่งปัจจัยนี้เองก็มีส่วนทำให้เงินบาทลดลงด้วยเช่นกัน 

          แต่ในทางกลับกันฝั่งยุโรปผู้เล่นตลาดหุ้นยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงหนุนให้ ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.26% แม้ว่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี จะเจอแรงขายทำกำไรอย่างเช่น Adyen -1.73%, Infineon Tech. -0.75% ก็ตาม 

          ในฝั่งของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตัวอยู่ที่ 0.4% สู่ระดับ 74.3 และ 72.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้การปรับตัวของราคาน้ำดิบคาดหวังว่าจะให้เศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้นหลังจากสถานการณ์การระบาดโควิด 19 ช่วยให้ความต้องการใช้พลังงานสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องได้ 

    ตลาดการเงินอยู่ในภาวะระมัดระวัง ก่อนทราบผล FOMC

          ถึงแม้ค่าเงินบาทจะลดลง แต่ว่าตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ ยังอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 90.51 จุด ในส่วนของฝั่งยุโรปอย่างค่าเงินยูโร ก็ยังคงแกว่งตัวในระดับ 1.2125 ดอลลาร์ต่อยูโร ซึ่งไม่ต่างกับทางเงินเยน ที่ทรงตัวใกล้ระดับ 110 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ทางนายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย มองว่าเงินดอลลาร์ก็มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideway เช่นเดียวกับค่าเงินบาทวันนี้ ทั้งนี้ต้องรอดูสถานการณ์การประชุม FOMC ก่อน ดังนั้นตลาด เงินบาท และการเงินทั่วโลกจึงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ซึ่งคาดว่าที่ประชุม FOMC อาจมีการประชุมเพื่อปรับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น 

          อย่างไรก็ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นปัจจัยที่ทำให้ทาง FOMC ต้องเร่งหาวิธีแก้ปัญหาการเงินที่ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบ รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน 

    Categories
    บทวิเคราะห์

    หุ้นน่าซื้อ WICE และ CHG ประจำไตรมาสที่ 2/64 Part 1

          หุ้นน่าซื้อในไตรมาสที่ 2/64 เดินทางกันมาถึงครึ่งปี 2564 แบบนี้ เหล่านักลงทุน นักเล่นหุ้นหลายคนคงกำลังรอบทวิเคราะห์หุ้นตัวไหนน่าซื้อกันอยู่ใช่ไหม วันนี้เราเลยเตรียมข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อประกอบการพิจารณาเลือกซื้อหุ้นในไตรมาสที่ 2/64 จะมีบริษัทไหนที่เข้าข่ายสามารถทำกำไรสุทธิสถิติใหม่ (นิวไฮ) ได้บ้าง ซึ่งในบทความนี้เราขอยก 2 หลักทรัพย์ ที่คาดว่าจะทำนิวไฮได้ คือ WICE และ CHG

    หุ้นน่าซื้อ WICE ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์

    หุ้นน่าซื้อ ที่เราจะนำมาวิเคราะห์เนื่องจากเป็นหุ้นที่น่าสนใจประจำปีไตรมาสที่ 2/64 มีด้วยกัน 2 ตัว แต่ทางเราขอพูดถึงหุ้นที่น่าซื้อ อย่าง WICE ธุรกิจโลจิสติกส์กันก่อน 

          หุ้นน่าซื้อตัวแรกของ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE มีมุมมองจาก บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในการวิะเคราะห์ว่า WICE ในไตรมาสที่ 2/64 มีแนวโน้มว่าจะสามารถทำกำไรสถิติใหม่เป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน ต่อจากไตรมาส 1/2564 ที่มีกำไรสุทธิออกมา 81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.0% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 167.0% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของ GPM ที่ขยายจาก 13.1% ในไตรมาส 4/2563 เป็น 17.1% ในไตรมาส 1/2564 ทำให้กำไรสุทธิดีกว่าคาดของทางฝ่ายวิจัยที่ 22% และยังคิดเป็น 33% ของประมาณการ

          อีกทั้งคณะผู้บริหารยังเปิดเผยทิศทางไตรมาส 2/2564 อุปสงค์ของภาคส่งออกยังแข็งแรง โดยเฉพาะสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ในขณะเดียวกันอุปทานเรือยังคงตึงตัวคล้ายกับไตรมาสก่อน ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของการขนส่งสินค้าทางทะเล จะทรงตัวระดับสูง 17.3% ส่วนอุปทานเครื่องบินจะดีขึ้นเล็กน้อย 

    นอกจากนี้ประเมินผลการเติบโต 1-2 ปี โดยผู้บริการเผยแผนที่น่าสนใจ มาถึง 6 แผนด้วยกัน 

    • มาให้น้ำหนักกับการขนส่งเส้นทางสหรัฐมากขึ้น เพราะหลังจากโควิด 19 ทำให้วิธีการขนส่งเข้าสหรัฐเปลี่ยนไปโดยผู้บริหารตั้งเป้ารายได้เพิ่มเท่าตัวเป็น 500 ล้านบาทปีนี้
    • เพิ่มธุรกิจกลุ่มลูกค้าจีนที่ย้ายฐานมาประเทศไทยเป้า 200 ล้านบาท
    • จัดซื้อตู้คอนเทนเนอร์ให้ครบ 200 ตู้ตามแผน เพื่อดันธุรกิจขนส่ง ของ ETL 
    • ETL จะเพิ่มเที่ยวตู้ขนส่งแบบ LTL ซึ่งเป็นมาร์จิ้นสูงมาก จาก 1 ตู้ต่อสัปดาห์เป็นวันละ 1 ตู้ 
    • ดัน ETL จดทะเบียนเจ้าตลาดหุ้นในปีหน้า เพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตที่สูงมาก
    • เช่าคลังสินค้าอีก 1 แห่งเพื่อขยายการบริการ โดยทางบริษัทตั้งเป้าหมายปี 2564 ว่าจะทำรายได้ 4.8 พันล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ไม่ต่ำกว่า 6% 

          ซึ่งถ้าคุณสงสัยว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อละก็ WICE ก็เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่น่าลงทุน เพราะต้องบอกเลยว่าในช่วง 1-2 ปีมานี้ ธุรกิจโลติสติกส์เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ธุรกิจโลจิกติกส์เติบโตทั้งทั่วโลก 

    CHG ธุรกิจโรงพยาบาล หุ้นที่น่าซื้อ ประจำปีไตรมาส 2/2564

          หุ้นน่าซื้อตัวถัดมา เป็นหุ้นในธุรกิจโรงพยาบาล ประเภทธุรกิจแนวสุขภาพ ของบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG โดยในมุมมาองจาก บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มองว่า CHG เป็นหุ้นที่น่าซื้อ เพราะคาดว่ามีแนวโย้มในไตรมาส 2/2564 ว่าจะสามารถทำกำไรสุทธิสูงสุดใหม่อยู่ที่ 330-350 ล้านบาท ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่จากปีก่อนและไตรมาสก่อน

          โดยในไตรมาส 2/2563 มีกำไรสุทธิ 156 ล้านบาท และไตรมาส 1/2564 มีกำไรสุทธิ 252 ล้านบาท พร้อมคาดเดากำไรสุทธิในปี 2564-2565 จะเพิ่มขึ้น 9% และเพิ่มขึ้น 6% สะท้อนจากการปรับรายได้เพิ่มขึ้น และค่า EBITDA margin เพิ่มขึ้นเป็น 28.4% ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2564-2565 นี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 31% และเพิ่มขึ้น 7% ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ทางบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ เติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ประกอบกับ 2 โรงพยาบาลที่เปิดใหม่ในเครือดีขึ้น และรายได้จากการบริหารสถานพยาบาลนั่นเอง 

          ทั้งนี้โรงพยาบาลจุฬารัตน์เป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในแถบตะวันออก โดยมีเครือโรงพยาบาลทั้งหมด 14 แห่ง โครงสร้างรายได้ในไตรมาส 1/2564 มาจากรายได้จากคนไข้เงินสด 59% จากคนไข้ประกันสังคม 32% และจากโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 9% รวมถึงการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ระลอกใหม่ ทำให้ได้รายได้จากการตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้น โดยในเดือนเม.ย.-พ.ค. 2564 ตรวจโควิดอยู่ที่ 1,000 รายต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 300 รายต่อวันในไตรมาส 1/2564 ส่วนอัตราการใช้เตียง IPD สำหรับผู้ป่วยโควิด และ Hospitel อยู่ที่ 70-80% และ 60% ตามลำดับ 

          อย่างไรก็ตามรายได้ที่แจ้งไปยังไม่รวมโควิดในช่วงเม.ย.-พ.ค.2564 เติบโตได้จากงวดเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากบริการฉุกเฉิน, แลป, และโรคเกี่ยวกับหัวใจ ประกอบกับมีรายได้จากการบริหารสถานพยาบาลเข้ามาช่วยเสริม ทั้ง Koh Lan Medical Unit คาดรายได้ 2 ล้านบาทต่อเดือน และ Pattaya City Hospital คาดรายได้ 20 ล้านบาทต่อเดือน