Categories
คริปโตเคอเรนซี่

สกุลเงินที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกคืออะไร และสกุลเงินดิจิทัลน่าสนใจอย่างไร

สกุลเงิน หรือ เงินตรา ที่มีใช้ในแต่ละประเทศ จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศ โดยการแลกเปลี่ยนเงิน หรือการซื้อของหรือบริการระหว่างประเทศที่ใช้สกุลเงินต่างกันจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินเป็นเกณฑ์ในการอ้างอิง สกุลเงินทั่วไปจะมีหน่วยสกุลเงินย่อย โดยส่วนมากจะเป็นอัตราส่วน 1/100 ของสกุลเงินหลัก  เช่น 100 สตางค์ = 1 บาท หรือ 100 เซนต์ = 1 ดอลลาร์ แต่บางสกุลเงินจะไม่มีหน่วยย่อยเช่น เงินเยน ในหลายหลายประเทศเนื่องจากเงินเฟ้อ ทำให้เงินย่อยมีการเลิกใช้ไป ปัจจุบันนี้เงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นสกุลเงินที่มีอิทธิพลมากที่สุด และเป็นสกุลเงินหลักของโลก เนื่องจากผูกอยู่กับความต้องการน้ำมันดิบ จึงทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักของโลก

สกุลเงินดิจิทัลน่าสนใจอย่างไร

ปัจจุบันนี้นอกจาก สกุลเงิน ที่ใช้ทั่วไปของแต่ละประเทศแล้ว ยังมีสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโทเคอเรนซี ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก นักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและเริ่มศึกษาการลงทุนมากขึ้น แม้ปัจจุบันการใช้ สกุลเงินดิจทัล ในไทยเพื่อธุรกรรมชำระเงินยังมีจำกัด แต่ก็เริ่มมีคนไทยที่ผลิตคริปโทเคอเรนซีสัญชาติไทยได้แล้ว ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น เพราะในสังคมปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก บางประเทศก็เริ่มที่จะใช้เงินดิจิทัลแทนที่จะพกเงินสดด้วย และยังมีรายงานผลการทดสอบที่พบว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งเป็นตัวกลางในการทำรายการธุรกรรมของเงินดิจิทัลมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินของไทยมากขึ้นด้วย ดังนั้นการรู้จักสกุลเงินดิจิทัล จึงเป็นสิ่งที่เราควรเรียนรู้ไว้เช่นกัน

สกุลเงิน

ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/cryptocurrencythai/bitcoin 

สกุลเงินดิจิทัลที่ใช้ได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย

สกุลเงินดิจิทัล กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบันด้วยการโอนจ่ายแลกเปลี่ยนที่สะดวก ต้นทุนต่ำและโปร่งใส ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน และข้อดีนี้ทำให้มีนักลงทุนเริ่มแห่เข้ามาสู่วงการขุดเงินดิจิทัลกันเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม สกุลเงินดิจิทัล ก็มีความผันผวนทางมูลค่าเป็นอย่างมากคล้ายกับทุน นักลงทุนในวงการนี้จึงนิยมนำมันไปเทรดแลกเปลี่ยนเพื่อเพิ่มกำไรกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้เปิดให้มีการลงทุนอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยจะต้องซื้อขายผ่านสกุลเงินดิจิทัลที่มีการกำหนดไว้ 7 สกุล ดังนี้

สกุลเงิน แรก คือ Bitcoin เป็นเงินดิจิทัลแรกที่ทำให้ทำคนทั้งโลกได้รู้จักสกุลเงินดิจิทัลและเกิดกระแสการขุดบิตคอยน์กันไปทั่วโลก เป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สกุลเงินที่สองคือBitcoin Cash ซึ่งนักลงทุนหลายๆ คนเชื่อว่าจะเป็นสกุลเงินที่จะมาแรงกว่า Bitcoin เนื่องจากมีสภาพคล่องสูงจะช่วยลดระยะเวลาการทำธุรกรรมให้ไวขึ้น ซึ่งสามารถโอนได้ทันทีเมื่อเกิดการซื้อขายนั่นเอง ต่อมาคือสกุลเงิน Ethereum ซึ่งได้รับ ความนิยมรองลงมาจาก Bidcoin ด้วยเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นอย่าง Smart Contract ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายธุรกิจทั่วโลกทำให้มูลค่าเหรียญ Ethereum เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนับตั้งแต่เปิดตัว และยังมี Etheremu Classic, Litecoin, Ripple, Stellar

สกุลเงิน

ที่มาภาพ : https://www.techthaitoday.com/it-news/top-cryptocurrency 

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

Circle เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ แบบ Blank-check

เป็นที่ทราบกันดีว่า Circle นั้นได้รับการสนับสนุนจาก Goldman Sachs ธนาคารของอเมริกา จนได้กลายเป็นพันธมิตร Stablecoin รายใหญ่ของ Visa บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงิน และจากการสนับสนุนของ Goldman Sachs ทำให้ Circle ซึ่งมุ่งเน้นในการพัฒนาเหรียญ stablecoin ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ามีแผนที่จะเดินหน้าเป็นบริษัทมหาชนและเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ สหรัฐฯ แล้ว!

ตลาดหลักทรัพย์

Circle เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ งานนี้ Concord มีเอี่ยว!

สำหรับเรื่อง Circle เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ จริงอยู่ที่ Circle เป็นบริษัทพัฒนา USD Coin (USDC) ซึ่งเป็นเหรียญ stablecoin ที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก Tether ( USDT) แต่เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง บริษัทได้ระดมทุนจากการลงทุนภาคเอกชนจำนวน 440 ล้านดอลลาร์จากกลุ่มนักลงทุนภาคเอกชน นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ ทำให้ Circle ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารรายใหญ่ของอเมริกาอย่าง Goldman Sachs ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเฉพาะของ Concord

ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงที่ว่า บริษัทโฮลดิ้งแห่งใหม่ในไอร์แลนด์จะเข้าซื้อกิจการทั้ง Concord และ Circle จนกลายเป็นบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์ “CRCL” โดยเมื่อเสร็จสิ้นการทำธุรกรรมทั้งหมด ผู้ถือหุ้นของ Circle ที่มีอยู่จะถือหุ้นประมาณ 86% ของบริษัท

บริษัทกล่าวว่า จะซื้อขายในตลาดหุ้นผ่านการควบรวมกิจการกับ Concord Acquisition Corp บริษัทแบบ blank-check company ซึ่งหมายถึงบริษัทที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจอะไร แต่ถูกนำมาระดมทุนเพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งข้อตกลงนี้มีมูลค่าสูงถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ตลาดหลักทรัพย์

CR: https://www.jsbarefoot.com/podcasts/2016/3/1/transforming-payments-circle-ceo-jeremy-allaire 

ทิศทางผู้บริหารของ Circle หลังควบรวมกิจการกับ Concord

จริงอยู่ที่ Circle ได้ควบรวมกิจการกับ Concord เพื่อเตรียมจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตามแต่ ทิศทางผู้บริหารของ Circle หลังการควบรวมยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงนัก เพราะ Jeremy Allaire ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Circle จะยังคงเป็นซีอีโอของบริษัทต่อไป และ Bob Diamond ประธานบริษัท Concord จะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหาร 

ภายหลังการประกาศแผนการดังกล่าว ทั้ง 2 บริษัทได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์โดยคณะกรรมการของทั้ง 2 ฝ่าย และคาดว่าจะปิดข้อตกลงได้ภายในไตรมาสที่สี่ของปี 2021 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 บริษัท รวมถึงเงื่อนไขตามธรรมเนียมอื่น ๆ อีกด้วย 

นอกจากได้รับการสนับสนุนจาก Goldman Sachs แล้ว Circle ยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ เช่น Marshall Wace, Fidelity Management และ Adage Capital Management อีกด้วย จากสถานการณ์ดังกล่าว Jeremy Allaire ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Circle คาดการณ์ว่า USDC กำลังจะแซงหน้าบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินอย่าง PayPal ในแง่ของมูลค่าธุรกรรมดอลลาร์

ที่มา: CoinTelegraph

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

Ethereum (ETH) ว่าที่เหรียญอันดับ 1 ในตลาดคริปโต ที่กำลังมาแรง แซงบิทคอยน์!

หากพูดถึงเหรียญอันดับหนึ่งในวงการคริปโตเคอเรนซีคงหนีไม่พ้น บิทคอยน์ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ดูจะไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะ Ethereum (ETH) กำลังแซงหน้า (flippening) Bitcoin (BTC) ไปแล้วในแง่ของดอลลาร์ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดยนาย Alex Masinsky ซีอีโอของ Celsius Network 

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/man-holds-different-crypto-coins-his-hands-white_9695278.htm#page=1&query=crypto&position=2 

Kitco News เผยบทสัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ Ethereum จะแซงบิทคอยน์!

เมื่อถูกสัมภาษณ์จาก Kitco News เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ Ethereum จะแซงบิทคอยน์ในแง่ของมูลค่าตลาด ไม่อิงราคา ethereum และ ราคาบิทคอยน์ นาย Masinsky กล่าวว่า

“Ethereum แซงหน้า Bitcoin ในรูปแบบดอลลาร์แล้ว ดังที่แสดงในการถือครองทั้งหมดของชุมชน Celsius และผมคิดว่าตลาดในวงกว้างจะเริ่มตามมาในปีหน้าหรือสองปีหน้า เราจะเห็นว่ามีการวิ่งแซงหน้าเกิดขึ้นในตลาดที่กว้างขึ้น”

ซึ่งนาย Mashinsky ได้เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า เขาได้ทำนายเหตุการณ์ดังกล่าวโดยใช้ตัวเลขของเงินดอลลาร์ที่ผู้คนถืออยู่ในเครือข่าย Celsius Network และดูว่าพวกเขามี Bitcoin หรือ Ethereum มากกว่ากัน

นอกจากนี้นาย Mashinsky ยังกล่าวถึงกรณีการใช้งาน Bitcoin เพิ่มเติมอีกว่าเป็นตัวเก็บมูลค่า ในทางตรงกันข้าม กรณีการใช้งานสำหรับ Ethereum คือการให้ผลตอบแทน และผลตอบแทนในความเห็นของเขานั้นก็คือการที่มีฐานผู้ใช้งานใน application ที่กว้างกว่า ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นการปรับตัวใช้ที่มากขึ้น

บิทคอยน์

Cr. https://finbold.com/bitcoin-doesnt-need-tesla-and-industry-is-going-to-do-just-fine-celsius-ceo-says/ 

เตรียมเคาท์ดาวน์รับคำทำนายที่ว่า Ethereum จะแซงบิทคอยน์!

จริงอยู่ที่ในมุมมองของ CEO จาก Celsius นั้น Ethereum มีความเป็นไปได้สูงที่จะแซงบิทคอยน์ อย่างไรก็ตามทั้งคู่เป็นแอปพลิเคชันและบล็อกเชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและกำลังจะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต ซึ่งอาจจะมีตัวใดตัวหนึ่งที่แซงหน้าอีกตัวไป โดยนาย Mashinsky เองก็เชื่อว่าโซลูชันเลเยอร์ที่สองจะสามารถแก้ไขปัญหาของ ETH ได้ในเวลาอันใกล้ และ ETH 2.0 เองก็จะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้โซลูชันทั้งสองทำงานควบคู่กันได้

แต่ก่อนที่เราจะมองไปถึงอนาคตข้างหน้า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาราคา ethereum ได้วิ่งผ่าน $2,300 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน หลังจากที่เงินทุนไหลออกนอกตลาดไปเป็นจำนวนมากเมื่อเดือนที่แล้ว จึงมีการคาดการณ์ว่าราคาของมันอาจมีการปรับตัวขึ้นเมื่อตัวอัพเกรด EIP-1559 ใกล้เข้ามาอีก

นอกจากนี้จำนวนตัวเลขของ active address ของ Ethereum เองก็ได้แซงหน้า Bitcoin ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จริงอยู่ที่ BTC ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 44.85% แม้ว่าราคาบิทคอยน์จะค่อนข้างสูง ในขณะที่ ETH อยู่แค่ที่ 18.3% แม้ว่าจะมีราคาที่ถูกกว่าตามข้อมูลของ CoinMarketCap.com แต่จากมุมมองของ Tradingnews ดูท่าว่า BTC กำลังสูญเสียตำแหน่งเบอร์ 1 ไปอย่างช้า ๆ

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

เตรียมจับบิทคอยน์เอาไว้ให้ดี! นี่คือรถไฟขบวนสุดท้ายก่อน to The Moon

เป็นที่ทราบกันดีว่าราคาของ บิทคอยน์ ในตอนนี้ยังดูค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ $30,000 และทาง Grayscale เองก็กำลังเตรียมปลดล็อกกว่า 16,000 BTC ในสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ โดย Alex Mashinsky ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Celsius ได้คาดการณ์เอาไว้ว่าบิทคอยน์จะถูกดัมพ์ราคาลงไปอยู่ที่ $29,000 เลยทีเดียว

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/bitcoin-is-new-concept-virtual-money-graphics-digital-background-coins-with-image-letter-b_10107475.htm#page=1&query=bitcoin&position=10 

Wall Street เผย ราคาของบอทคอยน์จะต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ปลายปีนี้!

ไม่เพียงแต่การคาดการณ์ของ Alex Mashinsky ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Celsius ที่ได้คาดการณ์เอาไว้ว่าบิทคอยน์จะถูกดัมพ์ราคาลงไปอยู่ที่ $29,000 ทางด้าน Wall Street เองก็ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยผลสำรวจจากสื่อ CNBC ที่ทำการเก็บกลุ่มตัวอย่างหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุน 100 คนและผู้จัดการพอร์ตการลงทุน พบว่าส่วนใหญ่คาดการณ์เกี่ยวกับราคาบิทคอยน์ไว้ดังนี้

  • 44% ของผู้จัดการการลงทุนมองว่า Bitcoin จะวิ่งต่ำกว่า $30k

จากการสำรวจรายไตรมาสของ CNBC กับผู้จัดการการลงทุนสถาบันราว ๆ 44% ของทั้งหมด เชื่อว่าราคานั้นจะวิ่งต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์

  • 25% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า Bitcoin จะแตะ 40,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

จากการสำรวจรายไตรมาสของ CNBC กับผู้ตอบแบบสอบถามราว ๆ 25% ของทั้งหมด เชื่อว่าราคานั้นจะแตะ 40,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

  • 25% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า Bitcoin จะแตะ 50,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

จากการสำรวจรายไตรมาสของ CNBC กับผู้ตอบแบบสอบถามราว ๆ 25% ของทั้งหมด เชื่อว่าราคาเหรียญบิทคอยน์จะแตะ 50,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

  • 6% ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าภายในสิ้นปีนี้ BTC สามารถปิดได้ที่ $60,000

จากการสำรวจรายไตรมาสของ CNBC กับผู้ตอบแบบสอบถามราว ๆ 6% ของทั้งหมด เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ BTC สามารถปิดได้ที่ $60,000

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/bitcoins-2021-calendar-assortment_11433279.htm#page=3&query=bitcoin&position=29 

Bloomberg กับการคาดการณ์ที่แตกต่างออกไป

จริงอยู่ที่ผลสำรวจจากสื่อ CNBC ที่ทำการเก็บกลุ่มตัวอย่างหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุน 100 คนและผู้จัดการพอร์ตการลงทุน ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าบิทคอยน์จะวิ่งต่ำกว่า $30k แต่สื่อการเงินอย่าง Bloomberg กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป พวกเขาคาดการณ์ว่าราคาบิทคอยน์นั้นจะวิ่งไปแตะ ที่ 100,000 ดอลลาร์ได้ในปลายปี 2564 นี้

สอดคล้องกับที่ Alex Mashinsky ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Celsius ที่มองว่านี่คือโอกาสที่ดีที่จะเข้าช้อนเหรียญบิทคอยน์ราคาถูกที่ทาง Grayscale ปล่อยออกมาในสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ เพราะหลังจากนั้นไปในในระยะยาวบิทคอยน์สามารถเข้าสู่ภาวะกระทิงได้ โดยเขาคาดว่ามันจะไต่ราคาขึ้นไปสูงถึง $140,000 – $160,000 เลยทีเดียว งานนี้ใครไม่อยากพลาดโอกาสทำกำไรในระยะยาวไม่ควรพลาด เพราะนี่คือรถไฟขบวนสุดท้ายก่อน to The Moon

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

ภาพลักษณ์บิทคอยน์แย่! ต้นตอเกิดจาก Darknet ทำภาคสาธารณสุขเสียหาย

ด้วยผลกระทบของโควิด-19 ทำให้ผู้คนยอมเสี่ยงที่จะใช้วิธีการฉีดวัคซีนผิดกฎหมายด้วยการใช้ บิทคอยน์ ซื้อของในตลาดมืด จากรายงานของบริษัทด้านการสืบสวน Coinform พบว่ามีอาชญากรหลายรายที่ขายวัคซีนโควิด-19 ที่ขโมยมาลงในตลาดมืดเพื่อแลกกับเงินบิทคอยน์ โดยกลุ่มคนเหล่านี้ใช้ address รับเหรียญที่มีความเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการผิดกฎหมายรายอื่นบน darknet ทาง Coinform ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่าบุคคลเหล่านี้เป็นกลุ่มฉ้อโกงกลุ่มเดียวกัน

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/worker-figures-helping-dig-coin-money-dollar-note-background_3805742.htm#page=1&query=bitcoin&position=15 

บิทคอยน์ สินทรัพย์เก็งกำไรสูง เอื้อต่อการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย?

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมามีโรงพยาบาลหลายแห่งในสหรัฐฯ ถูกโจมตีโดยแรนซัมแวร์ จนทำให้ระบบดิจิทัลของพวกเขาถูกล็อก ทางเดียวที่จะกู้ระบบทั้งหมดคืนมาได้คือการจ่ายเงินในรูปของสกุลเงินดิจิทัล หรือ บิทคอยน์ คืน ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาคสาธารณสุขต้องตกเป็นเป้าหมายของนักต้มตุ๋นด้าน cryptocurrency เมื่อต้นปี 2021 นี้เอง นาง Janet Yellen รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ cryptocurrency ว่า

“ฉันคิดว่า เหรียญบิทคอยน์ จำนวนมากถูกใช้ อย่างน้อยก็ในแง่ของการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย และฉันคิดว่าเราจำเป็นต้องตรวจสอบวิธีที่เราสามารถจำกัดการใช้มันได้ และทำให้แน่ใจว่าการฟอกเงินจะไม่เกิดขึ้นผ่านช่องทางเหล่านั้น”

อย่างไรก็ตามแต่ จากรายงานของ Chainanalysis นี่คือเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการ ขุดบิทคอยน์ ลดลงอย่างมากในปี 2020 กิจกรรมที่ผิดกฎหมายคิดเป็น 0.34% ของปริมาณธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดในปีที่แล้ว ลดลงจากประมาณ 2% ในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามแต่การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์เป็นกิจกรรมเดียวที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ความนิยมในการใช้งานตลาด darknet มีการใช้งานลดลง 42% ในปีที่ผ่านมา

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/bitcoin-credit-card-pos-terminal_8679264.htm#page=2&query=bitcoin&position=14#position=14&page=2&query=bitcoin 

อาชญากรรมจากบิทคอยน์ อาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลขนาดนั้น

จริงอยู่ที่หลายภาคส่วนค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับอาชญากรรมจาก บิทคอยน์ แต่อาชญากรรมจาก เหรียญบิทคอยน์ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับกิจกรรมผิดกฎหมายด้านการเงินที่มีทั้งหมดบนโลก หากอ้างอิงจากข้อมูลของสหประชาชาติ เม็ดเงินจากอาชญากรรมด้านการฟอกเงินคิดเป็นราว ๆ 2% ถึง 5% ของ GDP โลก (1.6 ถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์) ต่อปีที่มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตามแต่หลายคนก็โต้แย้งว่าการที่เว็บกระดานเทรดคริปโตบังคับให้นักขุดบิทคอยน์ทำ KYC ก่อนการใช้งานนั้นถือเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันสิ่งนี้ได้ระดับหนึ่ง โดย RAND ชี้ว่า

“แม้จะมีการรับรู้ถึงความน่าดึงดูดใจของคริปโตเคอเรนซีเพื่อจุดประสงค์ในการฟอกเงิน แต่ธุรกรรมในส่วนนี้ประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ถูกดำเนินการผ่านเว็บกระดานเทรดแบบ centralized ซึ่งสามารถอยู่ภายใต้ระเบียบ AML/CFT ที่คล้ายกับธนาคารหรือการแลกเปลี่ยนแบบดั้งเดิม”

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

บิทคอยน์ ร่วงหนัก ราคาตกอย่างรุนแรง ทำเอานักขุดเหรียญกังวล

ในช่วงวัน 2 วันมานี้ ราคา บิทคอยน์ ร่วงหนัก ราคาตกอย่างรุนแรงในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ทำเอานักขุดเหรียญ บิทคอยน์ หลายคนเป็นกังวลเรื่องอย่างยิ่ง จนถึงขั้นที่นักวิเคราะห์หลายรายบอกว่า หรือนี้คือจุดจบของการขุดเหรียญแล้ว ซึ่งราคาบิทคอยด์ปัจจุบันที่เป็นอยู่จนทำให้หลายคนระแวงนั้นมันคือราคาที่เท่าไหร่ แล้วสาเหตุอะไรที่ทำให้ราคาบิทคอยน์ตกลงขนาดนี้ 

Cr: https://www.foxbusiness.com/

บิทคอยน์ราคาร่วงหนัก ทำให้เหล่านักเทรดตกใจ

ราคาบิทคอยน์ปัจจุบัน ในตอนนี้ดูเหมือนจะทำให้เหล่านักขุดเหรียญบิทคอยน์ต้องขวัญผวา เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ราคาบิทคอยนด์ เพิ่งร่วงลงไปถึงระดับ 31,300 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนราคาที่รุนแรงอย่างมาก โดยกราฟ BTCUSD จาก TradingView เผยให้เห็นราคาขแง BTC ร่วงลงมาถึงจุดที่ต่ำที่สุดในวันนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแรงการซื้อนั้นหดหายไปจากตลาด 

ทั้งนี้ทาง Grayscale กำฃลังเตรียมปลดล็อคกว่า 16,000 BTC ช่วงกลางเดือนหน้า จนทำให้นักเทรดเกิดอาการหวั่นวิตกและแห่ขายเหรียญของพวกเขา นอกจากนี้ในช่วงเช้าของเมื่อวานดัชนีหุ้น Dow Jones Futures ยังโดนเทขายต่อเนื่อง ปิดลบกว่า 250 จุดอีกด้วย หลังจากที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า FED นั้นอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด

นอกจากปัจจัยเหล่านี้แล้วตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาบิทคอยน์ตกลงขนาดนี้ สาเหตุมาจาก Elon Musk หลังจากที่บริษัท Tesla ของ Elon Musk ออกมาประกาศยกเลิกการรับชำระเงินด้วย บิทคอยน์ในวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าราคาบิทคอยน์ขายของ BTC ร่วงลงมาถึง 14% รวดเดียว เรียกได้ว่า Elon Musk เองก็เป็นบุคคลที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเหรียญดิจิทัลอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้าที่ บิทคอยน์ จะเป็นที่นิยม Elon Musk เองก็เป็นคนที่บอกว่า Bitcoin เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่เมื่อ Elon Musk แจ้งว่าทาง Tesla จะไม่ใช้สกุลเงินนี้แล้ว ทำให้ราคาตกลงอย่างรวดเร็ว

รวมไปถึงที่ประเทศจีนเองก็มีมาตรการกวาดล้างเหมืองขุด Bitcoin อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นมณฑลยูนนาน ที่เป็นเหมืองขุดขนาดใหญ่อันดับ 4 ของประเทศจีน และมีการกวาดล้างเหมืองขุดที่มณฑลเสฉวนที่เป็นเหมืองขุดขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศจีน เนื่องจากการขุดจะต้องใช้คอมพิวเตอร์และต้องใช้พลังงานถ่านหิน ซึ่งตามกฎหมายของจีนถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างมาก จึงทำให้สถานที่สำหรับขุดเหมืองหายไป และส่งผลกระทบต่อ ราคาบิทคอยน์ ด้วย 

รวมไปถึงสัญญาณขาลง Death Cross ในชาร์ตรายวัน ซึ่งเป็นการตัดกันระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 100 วัน และราคายังหลุดแนวรับสำคัญที่ 30,000 ดอลลาห์ ซึ่งเป็นระดับราคาทางจิตวิทยาอีกด้วย 

Cr:https://moneymorning.com/ 

นักวิเคราะห์บิทคอยน์ ออกมาโต้ว่าไม่มีอะไรหยุดยั้ง Bitcoin ได้

ทั้งนี้ก็มีนักวิเคราะห์ชื่อดังในทวิตเตอร์ Plan B ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับราคาบิทคอยน์ปัจจุบัน ว่าภายในปี 2021 บิทคอยน์ จะยังคงบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ในปัจจุบันเหรียญ BTC จะยังมีการซื้อขายกันตามสถานการณ์ไปจนถึงเดือนตุลาคม 

ซึ่งทาง Plan B ได้แสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่ทำให้มูลค่าราคาบิทคอยน์จะร่วงลงในปัจจุบันเป็นเพราะการปล่อยข่าว FUD เกี่ยวกับพลังงานของ Elon Musk และการปราบปรามการทำเหมืองของอุตสาหกรรมขุด บิทคอยน์ จากประเทศจีนที่ยังคงเข้มข้นอยู่ในขณะนี้ 

โดยทวีตของ Elon Musk ทำให้ราคาอยู่ในช่วงขาลง มีแรงกดดันให้ขายเพิ่มมากขึ้น ทำให้มูลค่าในการซื้อขายร่วงแตะระดับต่ำสุดที่ 30,000 ดอลลาร์ ถึงแม้ว่ามูลค่าการซื้อขายจะมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในภายหลัง แต่ก็ต้องมาเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่ทางรัฐบาลจีนได้ของปฏิบัติปราบปรามการทำเหมืองในประเทศจีนอย่างจริงจัง ก็เลยทำให้ราคาบิทคอยน์ตกต่ำ จนถึงขั้นที่ใครหลายคนบอกว่าเป็นจุดจบเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตามต้องมีข่าวดีสำหรับวงการนี้ เพราะประเทศเอลซัลวาดอร์ได้ช่วยให้ราคามีการฟื้นตัวเล็กน้อย

ซึ่งในด้านของ Plan B เองก็ได้ทวีตข้อความแสดงความคิดเห็นเรื่องการเคลื่อนไหวของราคาบิทคอยน์ปัจจุบัน มีความคล้ายคลึงกับตอนเมษายนปี 2013 มูลค่าการซื้อขายของบิทคอยน์ได้แตะระดับสูงสุดที่ 259 ดอลลาร์ ก่อนที่จะร่วงลงระดับสูงสุดถึง 75% เป็นเวลาสามเดือน และเดือนพฤศจิกายน 2013 มูลค่าการซื้อขายพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ที่ 959 ดอลลาร์ ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดหมี 

ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังไม่สามารถทราบได้ว่าจุดตกต่ำของราคาบิทคอยน์จะตกไปอีกเท่าไหร่ หรือมีปัจจัยที่เป็นตัวเร่งทำให้ราคาตกลงเรื่อยๆ อย่างก็ตามเหล่านักขุด บิทคอยน์ ก็คงต้องเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิดกับ ราคาบิทคอยน์ปัจจุบัน เพื่อที่คุณจะได้วางแผนจัดการการลงทุนเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ให้ดี 

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

บิทคอยน์ ทำลายสิ่งแวดล้อมจริงหรือ ? หลัง Elon Musk กังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม

      หลังจากที่มีข่าวการกวาดล้างเหมืองบิกคอยน์ ในประเทศจีน เนื่องจากการขุดบิทคอยน์ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผิดกฎหมาย แถมมีช่วงหนึ่งทาง Elon Musk เองก็กังวลว่าทำลายสิ่งแวดงล้อมหรือไม่ เพราะตนเองเป็นคนรักษ์โลกตาม จึงทำให้เกิดคำถามนานาว่าการขุดเหรียญบิทคอยน์จะส่งผลทำลายสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่

บิทคอยน์ ทำ Elon Musk ระแวง หลังมีข่าวว่าทำลายสิ่งแวดล้อม

      Elon Musk นับว่าเป็นตัวพ่อแห่งวงการ Cryptocurrency ได้ออกมาทวิตว่า Tesla จะหยุดซื้อ-ขายรถ ด้วยสกุลเงินดิจิทัลอย่าง บิทคอยน์ เล่นทำเอาตลาดเงินดิจิทัลผันผวนอย่างมาก โดยเหตุผลที่ทาง Elon Musk แจ้งว่า การขุดบิทคอยน์จะต้องใช้พลังงานเยอะ และอาจทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Elon Musk เองเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง

      แต่การขุดเหรียญบิทคอยน์ถือเป็นเรื่องที่เป็นกังวลกันอยู่แล้ว ก่อนที่ทาง Elon Musk โดยมีข้อมูลจาก Cambridge Bitcoin Electricity Consumption Index แจ้งว่าการขุดเหรียญนั้นใช้พลังงานมากกว่าทั้งประเทศ อย่างมาเลเซีย หรือสวีเดน ทั้งนี้เนื่องจากบิทคอยน์เป็นทรัพย์สินที่มีการจัดการแบบ Decentralization คือ ไม่มีตัวกลาง ทำให้การขุดเหรียญก็เหมือนกับการใช้คอมพิวเตอร์แก้สมการซับซ้อน เพื่อทำธุรกรรมสำเร็จ ทั้งนี้หากขุดบิทคอยน์จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเฉพาะและในการขุดจะเป็นลักษณะการ Hashing ซึ่งเป็นอัลกอริทึมที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนออกมาเป็นเหรียญบิทคอยน์

      ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การพยยามขุดเหรียญมีจำนวนมากขึ้น รวมถึงเหรียญ Dogecoin ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก Elon Musk ซึ่งก็มีรูปแบบการขุดเหมือนกับบิทคอยน์ รวมถึงราคาของบิทคอยน์ เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาการขุดสูงขึ้น ทำให้มีการขุดเพิ่มขึ้นพลังงานก็ถูกใช้ไปมากขึ้นเช่นกัน 

      ทั้งนี้ไม่ใช่มีเพียงแค่ Elon Musk คนเดียวที่แสดงท่าทีกังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Janet Yellen ได้ออกมากล่าวว่า การทำธุรกรรมผ่านเหรียญดิจิทัลเหล่านี้ ยังไร้ประสิทธิภาพ แถมยังมีการใช้พลังงานเยอะอีกด้วย แต่ก็มีหน่วยงานบางส่วนออกมาแย้งว่า บิทคอยน์ ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

เหรียญบิทคอยน์ นั้นดีต่อสิ่งแวดล้อม

      นักวิเคราะห์ที่ใช้นามแฝงว่า “Guy” บอกกับผู้ติดตามช่อง Youtube Coin Bureau ที่มีผู้ติดตามสูงถึง 851,000 คน ว่า บิทคอยน์ สามารถแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่อุตสาหกรรมทางการเงินแบบดั้งเดิมทำไว้ โดย Guy ยืนยันกับความเชื่อที่ว่าเหรียญบิทคอยน์เป็นผลเสียและทำลายสิ่งแวดล้อมเกิดจากบทความทางวิชาการเมื่อปี 2018 ที่แสดงความเห็นว่าการขุดบิทคอยน์เป็นผลเสียและทำลายสิ่งแวดล้อม และอาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส 

      ทั้งนี้จากมุมมองของ Guy เขาเชื่อว่าบทความนี้มีข้อผิดพลาดหลายประการอย่างเช่น สันนิษฐานว่าเหรียญบิทคอยน์มีการประมวลผลธุรกรรมเกือบหนึ่งพันล้านรายการในหนึ่งวัน ทั้งที่ความจริงแล้ว Blockchain สามารถประมวลผลธุรกรรมได้เพียงไม่กี่แสนรายการต่อวันเท่านั้น 

      “การเปรียบเทียบที่ว่าบิทคอยน์ใช้พลังงานสูงกว่าประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งนั้นดูจะไม่ค่อยยุติธรรม เนื่องจากการขุดบิทคอยน์เป็นพื้นฐานของโครงสร้างการชำระเงินที่ปลอดภัยในอนาคต ไม่ใช่การใช้พลังงานในครัวเรือน และถึงยังไงการขุดบิทคอยน์ก็ยังใช้พลังงานน้อยกว่าการเสียบปลั๊กเครื่องชงกาแฟ, โคมไฟ, คอมพิวเตอร์และทีวีทิ้งไว้อยู่ดี” ซึ่งคุณ Guy กล่าวถึงข้อสันนิษฐานว่าการขุดบิทคอยน์ใช้พลังงานจำนวนมหาศาล

      แต่ทาง Guy ก็แย้งข้อดีของบิทคอยน์ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งโครงสร้างของอุตสาหกรรมทางการเงินแบบดั้งเดิมได้ก่อเอาไว้เพราะไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานในบริษัท ตู้เอทีเอ็ม เซิร์ฟเวอร์ การขนส่งที่ปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมทางการเงินแบบตั้งเดิม รวมถึงเครื่องพิมพ์เงินของธนาคารกลางสหรัฐฯเองก็ใช้พลังงานจำนวนไม่ในเช่นกัน 

      ซึ่งในทางกลับกันคริปโตเคอเรนซีไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างเหล่านี้ เพราะกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆอยู่ในส่วนของโค้ดเรียบร้อยแล้ว ทำให้เป็นระบบการเงินที่ประหยัดพลังงานที่สุดในโลก อีกทั้ง Guy ยังบอกว่าธรรมชาติของบิทคอยน์ที่มีสภาวะเงินฝืด จะกระตุ้นให้เหล่านักขุดบิทคอยน์ใช้เงินกันอย่างประหยัดมากขึ้น ในขณะที่ธรรมชาติของระบบการเงินปัจจุบันที่มีสภาวะเงินเฝ้อ ก่อให้เกิดการบริโภคจำนวนมากและส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม และเขาเชื่อว่าความคิดเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีทำลายสิ่งแวดล้อมจะหมดไปในอีกไม่นาน

      โดยสรุปแล้วก็มีทั้งหน่วยงานที่ออกมาบอกว่าคริปโตเคอเรนซี่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่อีกส่วนก็บอกว่าไม่มีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมพิสูจน์ที่บอกได้ชัดเจน และยืนยันว่าคริปโตเคอเรนซี่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ถึงอย่างไรเราควรเล่นอย่างพอเหมาะพอควรน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

บิทคอยน์ชาวจีน แห่อพยพไปสหรัฐ หลังรัฐบาลกวาดล้างเหมืองขุดเหรียญ

      บิทคอยน์ ถือเป็นเหรียญดิจิทัลที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากไม่ว่าในสหรัฐฯ ฝั่งยุโรป ฝั่งเอเชีย หรือแม้กระทั่งประเทศจีนก็ตาม ซึ่งตอนนี้ก็มีนักขุดบิทคอยน์เรียกว่ามีทั่วโลกเลยก็ว่าได้ แต่ข่าวล่าสุดร้ฐบาลจีนประกาศกับชาวขุดเหรียญบิทคอยน์ ว่าจะปราบปรามเหมืองขุดเหรียญทั่วประเทศจีน งานนี้ทำนักขุดชาวจีนทุกคนกังวล หรือบางรายถึงขั้นอพยพไปอยู่ประเทศอื่นกันเลยทีเดียว

บิทคอยน์ ชาวจีนมีหนาว เมื่อรัฐบาลจีนสั่งกวาดล้างเหมืองขุดเหรียญ

      ในอาทิตย์นี้รัฐบาลจีนเรียกว่าคุมเข้มบิทคอยน์อย่างหนัก ล่าสุดสั่งปิด 26 โครงการขุดบิทคอยน์ในมณฑลเสฉวนอย่างนัก ซึ่งทางสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนาั่งขยายการกวาดล้างเหมืองขุดเหรียญบิทคอยน์อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในพื้นที่มณฑลเสฉวนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการรัฐได้สั่งปิดโครงการขุดเงินคริปโตเคอเรนซีในศูนย์กลางใหญ่

      ทั้งนี้การปราบปรามการขุดบิทคอยน์เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตบิทคอยน์ทั่วโลก แต่ทางสภาแห่งรัฐหรือครม. ของจีน ได้ยินยันเมื่อเดือนที่แล้วว่า จะทำการปราบปรามเหมืองขุดอย่างเด็ดขาด รวมถึงการซื้อขายอันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินของประเทศจีน 

      ทั้งนี้ไม่ใช่แค่ประเทศจีนที่เดียวที่มีมาตรการการปราบปรามเหมืองขุดเหรียญอย่างเดียว ยังมีประเทศอื่นที่มีมาตรการเช่นเดียวกับที่จีน อย่างเช่น มองโกเลีย ซึ่งแจ้งว่าการขุดเงินคริปโตเคอเรนซี่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากแหล่งที่ก่อมลพิษสูง อย่างเช่น ถ่านหิน แต่การกวาดล้างเหมืองบิกคอยน์ในมณฑลเสฉวน ใช้พลังงานไฟฟ้า พลังน้ำกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อทำธุรกรรมบิทคอยน์โดยเฉพาะ 

      ทั้งนี้ทางคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปมณฑลเสฉวน และสำนักงานพลังงานเสฉวนได้ออกประกาศการปราบปรามเหมืองขุดเหรียญไปเมื่อวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน เพื่อสั่งปิดโครงการขุดเงินที่ผิดกฎหมาย 26 โครงการภายในอาทิตย์นี้ 

      ซึ่งข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า มณฑลเสฉวนถือเป็นแหล่งขุดเหรียญใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของจีน โดยผู้ขุดเหรียญหลายรายได้ย้ายไปที่เสฉวนในช่วงฤดูร้อน ที่มีฝนตกเพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำฝนเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า 

      แต่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนเริ่มปราบปรามเหมืองขุดเหรียญ ซึ่งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้ได้เข้าไปปราบปรามเหมืองขุดที่ยูนนาน ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศจีน เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าผิดกฎหมาย ตามรายงานของ China Securities Journal แผนกพลังงานของจังหวัดขู่ว่าจะตัดกระแสไฟฟ้าให้กับผู้ที่จับได้ว่าใช้ไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองคริปโต

      ขณะที่ South Chana Morning Post (SCMP) รายงานว่า สำนักงานพลังงานยูนนาน จะตัดการจ่ายไฟให้กับทุกคนที่ใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมายเพื่อทำเหมืองบิทคอยน์ รวมถึงผู้ใช้ที่หลบเลี่ยงค่าไฟฟ้า เจ้าหน้าที่จะปิดการทำเหมือง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายที่เกี่ยวข้องกับทางใช้ไฟฟ้า

Mining rigs of a super computer are pictured inside the bitcoin factory ‘Genesis Farming’ near Reykjavik, on March 16, 2018. – At the heart of Iceland’s breathtaking lava fields stands one of the world’s largest bitcoin factories at a secret location rich in renewable energy which runs the computers creating the virtual currency. (Photo by Halldor KOLBEINS / AFP)

นักขุดหรียญบิทคอยน์ชาวจีน อพยพย้ายไปอยู่สหรัฐ

      อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่าทางรัฐบาลจีนมีมาตรการปราบปรามเหมืองขุดบิทคอยน์ ซึ่งตอนนี้ทางการจีนได้ส่งกำลังไปปราบปรามทั้งที่ยูนนานและเสฉวน ส่งผลให้เกิดการอพยพออกนอกประเทศจีนมากขึ้น ซึ่งมีรายงานจาก CNBC จุดหมายของผู้อพยพชาวจีน ส่วนใหญ่ต้องการอพยพไปที่อเมริกาเหนือ โดยเฉพาะรัฐเท็กซัส เนื่องจากรัฐเท็กซัสเป็นรัฐที่มีราคาพลังงานต่ำที่สุดในโลก พร้อมกับส่วนของพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น

      โดยในปัจจุบันรัฐเท็กซัสถือเป็นเมืองที่เป็นผู้นำด้านพลังงานไฟฟ้าจากพลังลม ซึ่งผลิตพลังงานได้เกือบ 30% ของยอดรวมในประเทศสหรัฐฯ นอกจากนี้เท็กซัสยังมีเครือข่ายพลังงานที่ไม่ได้ถูกควบคุม ซึ่งทำให้เหล่านักขุดเหรียญบิทคอยน์ชาวจีนสามารถขุดบิดคอยน์ได้อย่างสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้นำทางการเมืองและนายธนาคารให้การสนับสนุนบิทคอยน์ ทำให้เท็กซัสกลายเป็นจุดหมายที่เหล่านักขุดเหรียญหลายคนใฝ่ฝัน

      ทั้งนี้ทาง Brandon Arvanaghi อดีตวิศวกรความปลอดภัยของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโต โดยกล่าวว่า “คุณกำลังจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในเท็กซัสเรามีผู้ว่าการอย่าง Greg Abbott ที่ช่วยส่งเสริมการทำเหมือง และมันจะกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างแท้จริงในสหรัฐฯ

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

บิทคอยน์ ไม่ได้ไปต่อ! Word Bank เบรค EI Salvador ใช้บิทคอยน์ชำระหนี้ตามกฎหมาย

     สำหรับสาวกนักขุดเหรียญทุกท่าน เมื่อไม่นานมานี้คุณคงได้ยินข่าวว่า ประเทศ EI Salvador มีมติเห็นชอบจากสภาให้ใช้บิทคอยน์ในการชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของโลกที่สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรก ด้วยคะแนนเสียงโหวตในสภาท้วมท้น 62 จาก 84 เสียง แต่ EI Salvador และนักขุดเหรียญทั่วโลกต่างต้องคอตกเป็นแถว เพราะทาง Word Bank ออกมาปฏิเสธไม่ให้ใช้บิทคอยน์ชำระหนี้ เหตุเพราะกังวลเรื่องความโปร่งใส และสิ่งแวดล้อม

บิทคอยน์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ EI Salvador

     ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน ทาง Nayib Bukele ประธานาธิบดีของประเทศ EI Salvador โพสต์ลงทวิตเตอร์ส่วนตัวว่ามีมติในสภาอนุมัติใช้บิทคอยน์ในประเทศได้ เพราะมองเห็นข้อดีของการใช้เหรียญบิทคอยน์ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน การลงทุน การท่องเที่ยว นวัตกรรม เศรษฐกิจภายในประเทศ และทำให้คนที่ทำงานอยู่ต่างประเทศส่งเงินกลับมาในประเทศได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องผ่านตัวกลางให้เสียเวลา จึงทำให้ทาง Nayib Bukele ประธานาธิบดีของประเทศ EI Salvador เชิญชวนให้คนประเทศหันมาขุดบิทคอยน์ สนับสนุนให้ใช้บิทคอยน์

     ซึ่งข้อมูลการเงินจาก Word Bank ระบุว่า เงินที่ส่งกลับมาในประเทศ EI Salvador มีมูลค่าถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1 ใน 5 ของ GDP ปี 2019 นับเป็นอัตราเงินที่สูงที่สุดในโลก และนับเป็นรายได้หลักของประเทศ EI Salvador เลยก็ว่าได้ ซึ่งเหตุที่ทำให้ตัวเลขการเงินของประเทศ EI Salvador พุ่งสูงขนาดนี้ คาดว่าบิทคอยน์เข้ามาจึงทำให้การโอนเงินข้ามประเทศเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้น นั่นจึงเหตุที่ทำให้ Nayib Bukele บอกว่าบิทคอยน์มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ 

     ทั้งนี้ทางประธานธนาคารกลางของ EI Salvador ให้สัมภาษณ์กับทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลว่า ที่ผ่านมาประเทศ EI Salvador ใช้เหรียญบิทคอยน์ ในการทำธุรกรรมภายในประเทศอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีประชาชนบางส่วนที่กังวล แต่ก็มีประชาชนบางส่วนเหมือนกันที่พร้อมจะใช้บิทคอยน์ในการชำระค่าใช้จ่าย แต่ทางประธานธนาคารกลางก็ยังระบุอีกว่าใช่ว่า บิทคอยน์จะไม่เข้ามาแทนที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่ทางประเทศ EI Salvador ใช้ในปัจจุบัน 

     ทั้งนี้หลังจากที่สภามีความเห็นชอบให้ใช้สกุลเงินบิทคอยน์ ในการชำระหนี้ตามกฎหมาย จะทำให้ผู้ค้าสามารถตั้งราคาสินค้าเป็นบิทคอยน์ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาชำระภาษีได้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนบิทคอยน์จะไม่ถูกเก็บภาษีกำไรที่ได้จากการลงทุนนั่นเอง

     แถมยังมีข่าวดีสำหรับนักขุดบิทคอยน์ ในระยะหลังนี้ เนื่องจากมูลค่าบิทคอยน์ก่อนหน้ามีร่วงลงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายน แต่หลังจากที่ประเทศ EI Salvador เห็นชอบเรื่องดังกล่าวแล้ว ทำให้มูลค่าบิทคอยน์สูงขึ้นถึง 5% หรือขึ้นมาประมาณ 1 ล้านบาท เรียกว่าเป็นข่าวดีที่นักขุดบิทคอยน์ต่างรอคอย

แม้บิทคอยน์ในประเทศ EI Salvador จะถูกกฎหมาย แต่ World Bank ยังไม่ยอมรับ

     แต่อย่างที่เราจั่วหัวไปก่อนหน้านั้นว่าทาง องค์กรการเงินระหว่างประเทศ IMF และ ทาง World Bank เองยังไม่ยอมรับสกุลเงินบิทคอยน์ และมองว่าการใช้เหรียญบิทคอยน์ ยังเป็นสกุลเงินที่ไม่แน่นอน อันตราย ขาดความมั่นคง ทำให้ทาง World Bank ออกมาปฏิเสธที่จะช่วยเหลือประเทศ EI Salvador ในการพยายามนำบิทคอยน์ มาเป็นสกุลหลักของประเทศ และใช้เหรียญบิทคอยน์ ชำระหนี้ในประเทศ โดยให้เหตุผลว่ากังวลเรื่องความโปร่งใสของระบบ Cryptocurrency รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขุดบิทคอยน์

     ทั้งนี้ทาง World Bank ยังให้สัมภาษณ์ว่า “เราพร้อมช่วยเหลือประเทศ EI Salvador ในเรื่องการเงินของประเทศ แต่สำหรับเรื่องบิทคอยน์ ทาง World Bank ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือในส่วนนี้ได้” เพราะทาง World Bank เองยังมองเห็นปัญหาของสกุลเงินตัวนี้อยู่ ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน รวมถึงยังเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก 


     และยังมีนักวิเคราะห์ทางการเงินออกมาให้การว่าเงินดิจิทัลมีความเสี่ยงมากกว่าเงินทั่วไป แถมยังมีข่าวเรื่องการใช้เหรีญบิทคอยน์ในการฟอกเงินและกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้แน่ชัด อีกทั้งเงินดิจิทัลยังมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้หน่วยงานรัฐทำงานยากขึ้น ซึ่งหากเกิดเหตุการทุจริตขึ้น อาจทำให้ตรวจสอบได้ยาก ไม่สามารถเอาผิดกับใครได้ ซึ่งเป็นผลเสียต่อประชาชน