Categories
หุ้น

รายชื่อหุ้น 10 อันดับมาแรงใน SET 50

SET50

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังเริ่มต้นที่จะเป็นนักลงทุน หรือนักลงทุนมือใหม่หลายคนอาจยังมีความสงสัย SET50 นั้นคืออะไร มีไว้ทำไม เพื่ออะไร แล้วมีประโยชน์ต่อนักลงทุนอย่างไร แน่ใจเลยว่าคำถามเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นในหัวหลายๆ คน และวันนี้จะมาสรุปให้เข้าใจและพร้อมกับจะพาไปดูว่า 20 รายชื่อลำดับต้นๆ SET50 ที่มาแรงในเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ว่าจะมีอะไรบ้างที่มาแรงทะลุ Covid-19 ที่ว่ากระแสมาแรงแล้วยังต้องถอยให้กับหุ้นทั้ง 20 รายชื่อนี้

SET50 คืออะไร?

SET 50 เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ ก็ คือ ดัชนีราคาหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นอันดับต้น ๆ ในจำนวน 50 อันดับที่ได้รับการคัดเลือกและรับรองดจากกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาด ( Market Capitalization ) และสภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด หรืออาจกล่าวได้ว่า SET50 ก็คือดัชนีราคา 50 หุ้นที่ดีที่สุดของตลาดหุ้นไทย ที่จะเคลื่อนไหวตาม ราคาหุ้น ที่อยู่ในกลุ่ม 50 บริษัท

จุดประสงค์ของ SET50

ในการจัดอันดับ SET50  นั้นก็เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือวัดความเคลื่อนไหวของหุ้นขนาดใหญ่แล้ว SET50 ยังใช้ เป็นดัชนีอ้างอิงในการออกตราสารอนุพันธ์ เช่น SET50 Index Futures และ SET50 Index Options ด้วย

เพราะ SET50 นั้นจะประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ ทีมีพื้นฐานดีและผ่านกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกจากตลาดหุ้น ทำให้จึงทำให้มีความปลอดภัยเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ และอาจได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆที่มีคนลงทุนมาก

หลักเกณฑ์การคัดเลือกดัชนี SET50

การทบทวนรายชื่อหุ้น SET 50 โดยจะทำทุกครึ่งปีโดยจะแบ่งรอบเป็น

รอบครึ่งปีแรกจะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ 1 ธันวามคมของปีก่อนหน้าจนถึง 30 พฤศจิกายนของปีปัจจุบันที่เลือก

รอบครึ่งปีหลังจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนตั้งแต่ 1 มิถุนายนของปีก่อนหน้าจนถึง 31 พฤษภาคมของปีที่คัดเลือก

สำหรับคุณสมบัติคร่าว ๆ ของหุ้นที่จะถูกเลือกในกลุ่มของ SET50 โดยหุ้นอันดับที่ 51-55 จะอยู่ในรายชื่อสำรอง และเกณฑ์เบื้องต้นก็จะประกอบด้วย

  • ต้องเป็นหุ้นสามัญที่เป็นหลักทรัพย์และมีการจดทะเบียนที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 
  • ต้องเป็นหุ้นที่ไม่อยู่ในระหว่างการเพิกถอน 
  • จะต้องไม่มีแนวโน้มถูกสั่งพักการซื้อขาย (SP)
  • ไม่เป็นหุ้นที่ผิดชำระหนี้แล้ว หรือไม่สามารถชำระหนี้จนสามารถส่งผลกระทบกับต่อฐานะการเงินของบริษัท
  •  ไม่เป็นหุ้นของบริษัทล้มละลาย หรือชำระกิจการ
  • หุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ สูงสุด 200 ลำดับแรก
  • มีผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุนชำระแล้ว
  • เป็นหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายอย่างสมำเสมอตามสภาพปกติของตลาด โดยไม่น้อยกว่า 50% ของมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย

SET50 มีอะไรบ้าง? 

SET50

โดยวันนี้จะขอยกตัวอย่าง 10 หุ้นใน SET50 ที่น่าจะรู้จักมาแนะนำ โดยเป็นการอัพเดทล่าสุดเมื่อ วันที่ 14/09/2564 ได้แก่

1. ADVANC / บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

2. AOT / บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

3. BBL / ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

4. BDMS / บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน)

5. BEM / บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

6. BGRIM / บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

7. BH / บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)

8. BJC / บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

9. BTS / บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

10. CBG / บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

วันนี้เราได้พาทุกท่านทำความรู้จักกับ SET50 ว่าคืออะไรและได้ทำความรู้จักกับ 10 อันดับหุ้นที่อยู่อันดับต้นของ SET50 แล้วอย่างไรก็ตาม ถ้าสนใจที่จะเดินทางสายนักลงทุนคงต้องแนะนำว่าจะต้องศึกษาค้นคว้าและติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหนวของตลาดหุ้นอยู่เสมอเพื่อจะได้ไม่ตกยุคนั่นเอง 

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

สกุลเงินที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกคืออะไร และสกุลเงินดิจิทัลน่าสนใจอย่างไร

สกุลเงิน หรือ เงินตรา ที่มีใช้ในแต่ละประเทศ จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศ โดยการแลกเปลี่ยนเงิน หรือการซื้อของหรือบริการระหว่างประเทศที่ใช้สกุลเงินต่างกันจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินเป็นเกณฑ์ในการอ้างอิง สกุลเงินทั่วไปจะมีหน่วยสกุลเงินย่อย โดยส่วนมากจะเป็นอัตราส่วน 1/100 ของสกุลเงินหลัก  เช่น 100 สตางค์ = 1 บาท หรือ 100 เซนต์ = 1 ดอลลาร์ แต่บางสกุลเงินจะไม่มีหน่วยย่อยเช่น เงินเยน ในหลายหลายประเทศเนื่องจากเงินเฟ้อ ทำให้เงินย่อยมีการเลิกใช้ไป ปัจจุบันนี้เงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นสกุลเงินที่มีอิทธิพลมากที่สุด และเป็นสกุลเงินหลักของโลก เนื่องจากผูกอยู่กับความต้องการน้ำมันดิบ จึงทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักของโลก

สกุลเงินดิจิทัลน่าสนใจอย่างไร

ปัจจุบันนี้นอกจาก สกุลเงิน ที่ใช้ทั่วไปของแต่ละประเทศแล้ว ยังมีสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโทเคอเรนซี ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก นักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและเริ่มศึกษาการลงทุนมากขึ้น แม้ปัจจุบันการใช้ สกุลเงินดิจทัล ในไทยเพื่อธุรกรรมชำระเงินยังมีจำกัด แต่ก็เริ่มมีคนไทยที่ผลิตคริปโทเคอเรนซีสัญชาติไทยได้แล้ว ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น เพราะในสังคมปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก บางประเทศก็เริ่มที่จะใช้เงินดิจิทัลแทนที่จะพกเงินสดด้วย และยังมีรายงานผลการทดสอบที่พบว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งเป็นตัวกลางในการทำรายการธุรกรรมของเงินดิจิทัลมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงินของไทยมากขึ้นด้วย ดังนั้นการรู้จักสกุลเงินดิจิทัล จึงเป็นสิ่งที่เราควรเรียนรู้ไว้เช่นกัน

สกุลเงิน

ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/cryptocurrencythai/bitcoin 

สกุลเงินดิจิทัลที่ใช้ได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย

สกุลเงินดิจิทัล กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบันด้วยการโอนจ่ายแลกเปลี่ยนที่สะดวก ต้นทุนต่ำและโปร่งใส ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน และข้อดีนี้ทำให้มีนักลงทุนเริ่มแห่เข้ามาสู่วงการขุดเงินดิจิทัลกันเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม สกุลเงินดิจิทัล ก็มีความผันผวนทางมูลค่าเป็นอย่างมากคล้ายกับทุน นักลงทุนในวงการนี้จึงนิยมนำมันไปเทรดแลกเปลี่ยนเพื่อเพิ่มกำไรกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้เปิดให้มีการลงทุนอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยจะต้องซื้อขายผ่านสกุลเงินดิจิทัลที่มีการกำหนดไว้ 7 สกุล ดังนี้

สกุลเงิน แรก คือ Bitcoin เป็นเงินดิจิทัลแรกที่ทำให้ทำคนทั้งโลกได้รู้จักสกุลเงินดิจิทัลและเกิดกระแสการขุดบิตคอยน์กันไปทั่วโลก เป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สกุลเงินที่สองคือBitcoin Cash ซึ่งนักลงทุนหลายๆ คนเชื่อว่าจะเป็นสกุลเงินที่จะมาแรงกว่า Bitcoin เนื่องจากมีสภาพคล่องสูงจะช่วยลดระยะเวลาการทำธุรกรรมให้ไวขึ้น ซึ่งสามารถโอนได้ทันทีเมื่อเกิดการซื้อขายนั่นเอง ต่อมาคือสกุลเงิน Ethereum ซึ่งได้รับ ความนิยมรองลงมาจาก Bidcoin ด้วยเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นอย่าง Smart Contract ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายธุรกิจทั่วโลกทำให้มูลค่าเหรียญ Ethereum เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนับตั้งแต่เปิดตัว และยังมี Etheremu Classic, Litecoin, Ripple, Stellar

สกุลเงิน

ที่มาภาพ : https://www.techthaitoday.com/it-news/top-cryptocurrency 

Categories
หุ้น

set คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อการลงทุน

set เป็นศัพท์ที่เราได้ยินกันบ่อยในหมู่นักลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งแรกๆ ที่นักลงทุนจะต้องศึกษาและให้ความสำคัญเมื่อต้องการที่จะลงทุน ซึ่ง set ย่อมาจาก Stock Exchange of Thailand เป็น ตลาดหลักทรัพย์ ของประเทศไทย หรือ ดัชนีหุ้นไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยทำหน้าที่เป็นตลาดรองเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายตราสารทุน ของบริษัทต่าง ๆ ที่ขึ้นทะเบียนไว้ และ เพื่อให้สามารถระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะได้โดยสะดวก ปัจจุบันการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

ดัชนี set คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

แล้ว ดัชนีหุ้นไทย ทำอะไรบ้าง ดัชนี set คือดัชนีที่สะท้อนราคาหุ้นทุกตัวที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มาจากการถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตามราคาตลาด ด้วยการเปรียบเทียบมูลค่าตลาด เรามักจะได้ยินศัพท์คำว่าดัชนี SET50 และ SET100 อยู่บ่อยๆ ซึ่งทั้งสองคำนี้จะเป็นดัชนีที่ใช้แสดงระดับและการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 50 และ 100 ตัวแรก 

ความสำคัญของการทำความรู้จัก set คือสามารถนำไปเปรียบเทียบราคาและสังเกตแนวโน้มของตลาด และยังสามารถใช้วัดประสิทธิภาพของการลงทุนหุ้น หรือกองทุนรวมหุ้นของเราด้วยว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหรือแย่กว่าตลาด เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคาดการณ์ทิศทาง และแนวโน้ม ซึ่งจะเป็นที่นิยมใช้สำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิค

set

 ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-779188 

set ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนมือใหม่ควรทำความรู้จัก

ดัชนีหุ้นไทย นั้นมีหลายประเภท ซึ่งการทำความรู้จักดัชนีต่างๆ นั้นเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ซึ่งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วนเพื่อเป็นความรู้ในการลงทุน 

ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่มือใหม่ควรทำความรู้จัก ได้แก่ SET Index คือ ดัชนีราคาหุ้นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า ดัชนีหุ้นไทย จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญทุกตัวใน ตลาดหลักทรัพย์ ประเทศไทย รวมไปถึงหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะถูกคำนวณด้วยเช่นกัน ต่อมาที่เราควรรู้จักคือ SET50 และ SET100 ขึ้น เพื่อให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะคำนวณโดยใช้หุ้นสามัญจดทะเบียนที่ผ่านการคัดเลือก 50 อันดับแรก และ 100 อันดับแรกตามลำดับ 

อีกหนึ่งดัชนีหุ้นที่สำคัญคือ mai Index ซึ่ง mai เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกับ set คือ ทำหน้าที่เป็นตลาดทุนที่ให้บริษัทต่างๆ เข้ามาระดมทุน แต่แตกต่างที่บริษัทเข้ามาจดทะเบียนจะเป็นกิจการขนาดกลางไปจนถึงขนาดย่อม เป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอทั้งหมด นอกจากนี้ยังมี SETHD Indexเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีมูลค่าตามราคาตลาดสูง มีสภาพคล่องตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยคัดเลือกมาเพียง 30 ตัว ดัชนีตัวสุดท้ายคือ sSET Indexเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญที่จดทะเบียนใน set แต่อยู่นอกเหนือการคำนวณในดัชนี SET50 และ SET100 และ mai หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหุ้นที่มีขนาดกลางถึงเล็ก

set

ที่มาภาพ : https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain 

Categories
บทวิเคราะห์

ส่องดัชนีset50 ในปี2564 ที่มีมูลค่าในการซื้อขายสูงสุด

set50 คือ ดัชนีราคาหุ้น ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดทำขึ้นอีกตัวหนึ่ง เพื่อใช้แสดงระดับความเคลื่อนไหวของดัชนีราคาหุ้นสามัญ 50 ตัว โดยคัดเลือกกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดและสภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด 50 อันดับแรก

จุดประสงค์ของ set50 นั้นนอกจากจะเป็นเครื่องมือวัดความเคลื่อนไหวของหุ้นขนาดใหญ่แล้ว ยังสามารถใช้เป็นดัชนีอ้างอิงในการออกตราสารอนุพันธ์ เช่น SET50 Index Futures และ SET50 Index Options ด้วยความที่ set50 ประกอบด้วยหุ้นขนาดใหญ่ พื้นฐานดีและผ่านกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของตลาดหุ้น ทำให้หลายคนมองว่า หุ้นในกลุ่มนี้ เป็นหุ้นที่ปลอดภัยเมื่อเทียบกับหุ้นทั่วไป และนักลงทุนหลายคนอาจได้หุ้นตัวแรกจากหุ้นset50 ในกลุ่มนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม คุณควรที่จะต้องศึกษาค้นคว้าและทำการประเมินแนวโน้มของอนาคตของหุ้นด้วยตนเอง เพื่อที่จะได้คิดวิเคราะห์แนวโน้มของดัชนีราคาหุ้นได้ถูกต้อง

set50

ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-568702

หลักเกณฑ์การคัดเลือกดัชนี SET50

ในการที่หุ้นต่างๆ จะผ่านเข่าเกณฑ์ 50 อันดับแรกเพื่อจะบรรจุเข้า set50 จะต้องมีคุณสมบัติที่ดี มีพื้นฐานดัชนีราคาหุ้นที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งมีหลักเกณฑ์คร่าว ๆ คือ ต้องเป็นหุ้นสามัญที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน นอกจากนี้หุ้นนั้นๆ จะต้องไม่อยู่ในกระบวนการเพิกถอน ไม่ถูกสั่งพักการซื้อขายหรือมีแนวโน้มถูกสั่งพักการซื้อขาย (SP) เป็นเวลานานเกิน 20 วัน และไม่เป็นหุ้นที่ผิดชำระหนี้แล้วหรือไม่สามารถชำระหนี้ที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัท ไม่เป็นหุ้นของบริษัทล้มละลายหรือเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือชำระกิจการ และหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด สูงสุด 200 ลำดับแรก มีผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุนชำระแล้ว เป็นหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอตามสภาพปกติของตลาด โดยไม่น้อยกว่า 50% ของมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย

โดยหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ 50 อันดับแรกจะบรรจุเข้า set50 โดยหุ้นอันดับที่ 51-55 จะอยู่ในรายชื่อสำรอง และจะมีการทบทวนรายชื่อหุ้นset50 โดยจะทำทุกครึ่งปี ซึ่งจะทำทุกเดือนมิถุนายน สำหรับรายชื่อหุ้นset50 ครึ่งปีหลัง และคัดเลือกอีกครั้งในเดือนธันวาคม สำหรับรายชื่อหุ้นset50 ครึ่งแรกของปีถัดไป

set50

ที่มาภาพ : https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain

set50 ปี 2564 มีอะไรบ้าง

set50 เป็น ดัชนีราคาหุ้น ที่ได้รับความนิยม ซึ่งในปี2564 นั้น มี50บริษัทดังนี้ ADVANC, AOT, BLL, BDMS, BEM, BGRIM, BH, BJC, BTS, CBG, COM7, CPALL, CPF, CPN, CRC, DELTA, DTAC, EA, EGCO, GLOBAL, GPSC, GULF, HMPRO, INTUCH, IRPC, IVL, KBANK, KCE , KTB, KTC, LH, MINT, MTC, OR, OSP, PTT, PTTEP, PTTGC, RATCH, SAWAD, SCB, SCC, SCGP, STA, STGT, TISCO, TOP, TRUE, TTB, TU ซึ่งธุรกิจทั้ง 50 บริษัทนี้ มีทั้งธุรกิจอาหาร ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจการแพทย์ ธุรกิจการเงิน ธุรกิจเทคโนโลยี ธุรกิจสินค้าอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย 

หุ้นset50 เป็นหุ้นที่ได้รับการจับตามองจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี มีคุณสมบัติที่ได้มาตรฐาน ทั้งยังเป็นหุ้นที่มีสภาพการดำเนินงานคล่องตัวที่สุด มีมูลค่าหุ้นด้วย ดังนั้นเหล่านักลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าการลงทุนกับหุ้นset50 นั้น จะได้ผลตอบแทนที่ดีแน่นอน

Categories
หุ้น

รู้จักตลาดหุ้นและกลยุทธ์ในการลงทุน

ตลาดหุ้น เป็นตลาดที่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้จักกันอยู่แล้ว ซึ่งจะแยกเป็นสองตลาดคือ ตลาดที่บริษัทนำเงินมาระดมทุนในตลาดเพื่อหาเงินทุน และตลาดรอง ซึ่งจะเหมือนตลาดทั่วไป สินค้าที่ซื้อขายกันคือหุ้นของบริษัท สิ่งที่จะได้รับจากการซื้อขายหุ้นนั้นมีสองส่วน ส่วนแรกคือความเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อบริษัทมีกำไรนักลงทุนจะได้รับเงินปันผลตามสัดส่วนการถือหุ้น และส่วนที่สองคือส่วนต่างราคา จากการที่ ราคาหุ้นในตลาดปรับตัวขึ้น 

หากคุณหากเริ่มลงทุน อยากซื้อหุ้น ก็สามารถทำได้ แต่จะต้องรู้จักคิด วิเคราะห์หุ้นด้วย การซื้อขายในตลาดไม่สามารถส่งคำสั่งการซื้อขายกันโดยตรงไปที่ ตลาดหุ้น โดยตรงได้ แต่จะต้องผ่านตัวกลางการซื้อขาย หรือที่เรียกกันว่า โบรกเกอร์ เมื่อการซื้อขายเกิดขึ้น นักลงทุนก็จ่ายค่าธรรมเนียมนิดหน่อย บริษัทโบรกเกอร์ก็จะจัดการงานทุกอย่างให้ เช่น การชำระค่าซื้อขาย การโอนหุ้นมาเป็นชื่อเรา และอื่นๆ แต่การลงทุนล้วนมีความเสี่ยง คุณควรที่จะใช้เงินทุนที่เหลือใช้ และเก็บเงินออมไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในอนาคตด้วย

ตลาดหุ้น

ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-754601 

การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นและการวิเคราะห์ตลาดหุ้น

ราคาการเคลื่อนไหวของ ตลาดหุ้น ในระยะสั้นจะเคลื่อนไหวตามการซื้อขาย ที่เกิดจากการคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของกิจการ แต่ถ้าในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความเป็นจริง กิจการมีผลประกอบการออกมากำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้น และเงินปันผลที่ได้ในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนการวิเคราะห์หุ้น ก็คือการวิเคราะห์มองอนาคตของผลประกอบการนั่นเอง ว่าจะได้กำไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ ในการวิเคราะห์หุ้นจะประกอบไปด้วย การวิเคราะห์พื้นฐานของกิจการว่าดีหรือไม่ดี เพราะหากมีพื้นฐานไม่ดี ก็จะทำให้การลงทุนของคุณนั้นเสียเปล่า นอกจากนี้ยังต้องทำการวิเคราะห์หาปัจจัยเร่งที่จะทำให้กำไรของกิจการบริษัทเติบโตได้ในอนาคต และสุดท้ายคือการประมาณการมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม 

กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น ที่ควรรู้

กลยุทธ์ในการลงทุนใน ตลาดหุ้น นั้น จะมีวิธีการหากำไรในตลาดอยู่สองวิธี คือ การหากำไรจากการส่วนต่างราคาเพราะเห็นว่าราคาตลาดเปลี่ยนแปลงทุกวัน หากสามารถจับจังหวะหุ้นได้ ก็หากำไรจากการซื้อขายได้ และอีกหนึ่งวิธีคือเป็นนักลงทุน คุณจะต้องไปลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดี มีปัจจัยเร่งให้เติบโต และราคาหุ้นปัจจุบันไม่แพงมาก มีมูลค่าเหมาะสม จากนั้นก็ถือไปเรื่อยๆ การลงทุนใน ตลาดหุ้น ไม่มีข้อกำหนดขั้นต่ำว่าต้องใช้เงินเท่าไร จะเริ่มต้นลงทุนจากเงินจำนวนน้อยๆ หรือหลักพันบาทก็ได้ ทำงานไปได้เท่าไรก็นำมาลงทุนเรื่อยๆ เพราะการลงทุนก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่อาจจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในด้านการเงินได้ เมื่อบริษัทมีกำไร นักลงทุนจะได้รับเงินปันผลตามสัดส่วนการถือหุ้น และส่วนต่างราคา ตลาดหุ้น นั้นมีการเปลี่ยนแปลงผันผวนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากจะลงทุนสิ่งใดก็ควรที่จะคิดวิเคราะห์หุ้น และ ราคาหุ้น ให้ดีก่อน หากเป็นไปได้ก็ควรเลือกลงทุนระยะยาวด้วย 

ตลาดหุ้น

ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-621299 

Categories
บทวิเคราะห์

ส่องหุ้นน่าซื้อ ให้คุณได้ต่อยอดในการลงทุน

หุ้นดี ๆ หุ้นน่าซื้อ ในปัจจุบันมีมากมาย หลากหลายรูปแบบ การซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี จะต้องคิดวิเคราะห์จากหลายปัจจัย ยิ่งหากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ แน่นอนว่าคุณจะต้องศึกษาก่อน เพื่อให้คุณสามารถนำไปต่อยอดได้ วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 กลุ่ม หุ้นน่าซื้อ น่าลงทุนให้คุณได้นำไปพิจารณากัน

1.กลุ่มค้าปลีก แน่นอนว่ากลุ้มค้าปลีกนั้นมีหลายกลุ่ม แต่คุณสามารถเลือกซื้อจากกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงขึ้นได้ ได้แก่ CPALL, COM7, MAKRO, HMPRO, GLOBAL, DOHOME 

2.กลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เราจะเลือกกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอุปสงค์ต่อการใช้ไฟของภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมที่มากขึ้น ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM 

3.หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการสถานีปั๊มน้ำมันจากอุปสงค์การเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้ครนิยมใช้รถในการเดินทาง การลงทุนกับกลุ่มสินค้านี้จึงคุ้มค่า ซึ่งได้แก่ OR และ PTG

4.กลุ่มธุรกิจ AMC ที่เรามองไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ SCB แต่ราคากลับปรับตัวลงมาแรง ได้แก่ JMT, CHAYO 

5.หุ้น 2 บริษัทที่อยู่ในธีม Index rebalancing ได้แก่ TTB ,SET50 ,AWC

หุ้นน่าซื้อ

ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-772290 

สิ่งที่ควรรู้สำหรับนักลงทุนมือใหม่ในการซื้อหุ้น

1. ใน การซื้อหุ้น นั้น ควรตั้งเป้าหมายในการลงทุนในระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล หรือมูลค่าของหุ้นในอนาคต เพื่อความมั่นคงทางการเงินของเรา

2. ในการลงทุนควรใช้เงินที่เราสามารถเสียไปโดยไม่เดือดร้อน เพราะการลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยง ดังนั้นถ้าหากเราเอาเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตไปเสี่ยง อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองได้ และควรมีเงินออมเผื่อไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินและไม่คาดฝันด้วย

3. รู้จักหุ้นให้ดีที่เราจะลงทุนเสียก่อน ควรรู้ว่าหุ้นตัวนั้นที่เราเลือก ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลต่าง ๆ ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และอื่น ๆ อีกมากมายที่เราต้องรู้ รู้ยิ่งเยอะยิ่งดี และต้องคิดวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็นด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง สิ่งที่ควรคิดอีกอย่างคือทำอย่างไรให้สามารถรักษาต้นทุนไว้ได้ด้วย

เมื่อได้รู้ถึงสิ่งที่จะต้องทราบแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าจะรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นน่าซื้อ หุ้นที่มีพื้นฐานดี มีลักษณะอย่างไร

จะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นไหนน่าซื้อ

1. บริษัทที่ดีที่น่าลงทุนควรมียอดขายหรือรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อเป็นตัวบ่งบอกว่าบริษัทยังเติบโตต่อได้ และต้องสามารถคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตบริษัทก็คงมีรายได้มากขึ้นอีก 

2. บริหารธุรกิจได้ดี มีกำไรสม่ำเสมอ และมีกำไรสม่ำเสมอมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งผลกำไรควรได้มาจากการขายสินค้าและบริการหลักของบริษัท เนื่องจากจะเป็นผลดีกับบริษัทในระยะยาวเพราะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นประจำ 

3. ธุรกิจมีจุดแข็ง มีความสามารถในการแข่งขัน มีจุดแข็งเป็นที่ต้องการของตลาด และมีความสามารถในการแข่งขันกับผู้ประกอบการอื่นได้ การลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องมองให้เห็นภาพอนาคตการเติบโตของบริษัท ต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเติบโต

4. อัตราส่วนหนี้สินต่อต้นทุนไม่สูง

5. หุ้นที่มีพื้นฐานดีจำเป็นต้องมีกำไรสะสมเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพราะกำไรสะสมเป็นส่วนที่บริษัทสามารถนำไปลงทุนต่อยอดเพื่อทำให้กิจการเติบโตขึ้นได้ และเงินส่วนนี้สามารถนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อีกด้วย

6. ทีมผู้บริหารโปร่งใส มีการดูแลควบคุมกิจการที่ดี

หากอยากครอบครอ งหุ้นที่มีพื้นฐานดี ต้องค่อย ๆ ศึกษาแต่ละองค์ประกอบให้ถี่ถ้วน อย่าใจร้อนเกินไป เพราะหากคุณมีหุ้นที่มีพื้นฐานดีไว้ในครอบครองแล้ว ความกังวลของคุณที่มีต่อสภาวะของตลาดหุ้นจะลดลงมาก อยากเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จทำได้ไม่ยาก เพียงแค่คุณวิเคราะห์หุ้นให้ดีเท่านั้น

หุ้นน่าซื้อ

ที่มาภาพ : https://www.kaohoon.com/breakingnews/481965 

Categories
blockchain

รู้จัก blockchain เทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนโลกการเงินดิจิทัลในอนาคต

blockchain คือเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในธุรกรรมการเงิน ให้มีความปลอดภัย โปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เป็นการทำธุรกรรมการเงินโดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง สามารถโอนโดยไม่ต้องแปลงสกุลเงิน เหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกรรมออนไลน์ เป็นเทคโนโลยีมีระบบการเก็บข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ได้รับการปกป้องจะถูกแชร์และจัดเก็บเป็นสำเนาไว้ในเครื่องของทุกคนที่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันเสมือนห่วงโซ่ ทำให้ยากต่อการแฮ็กข้อมูล blockchain จึงนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมในแง่ของเครดิต นอกจากนี้ ยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามารองรับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลด้วย

หากคุณสนใจอยากเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่ blockchain ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องรู้จัก และเรียนรู้ไว้ เพราะในอนาคตระบบการใช้เงินดิจิทัลออนไลน์จะมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้ ชีวิตประจำวันของมนุษย์เกี่ยวข้องแล้วต้องอยู่กับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เรามาทำความรู้จัก blockchain เพื่อเป็นความรู้ไว้ใช้ต่อยอดการทำธุรกิจในอนาคตกันเลย

blockchain

ที่มาภาพ : https://dpux-reskill.dpu.ac.th 

เทคโนโลยีบล็อกเชน สามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง

นอกจากการบันทึกข้อมูลธุรกรรมออนไลน์ทางการเงินของบิตคอยน์แล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าปัจจุบันนี้ ผู้คนนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับอะไรบ้าง

1.การซื้อขายหุ้น เทคโนโลยี Blockchain ทำให้การซื้อขายหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำให้การยืนยันการซื้อขายสามารถทำได้แทบจะทันที เพราะว่าตัดตัวกลางออกไป ทำให้การซื้อขายทำได้เร็วขึ้น

2.การปกครอง เทคโนโลยีฐานข้อมูลแบบกระจาย นำความโปร่งใสเข้ามาสู่ระบบเพราะคนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์กับการเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น 

3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในหลายๆ ประเทศ มีการนำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลแทนโฉนด หรือการนำบล็อกเชนมาช่วยในการแบ่งการเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ยังมีหลายประเทศที่ใช้ Blockchain สำหรับการจดทะเบียนที่ดินด้วย

4.ธุรกิจโรงพยาบาล ได้มีการนำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลการรักษาของคนไข้และมาช่วยตรวจสอบที่มาของยาแต่ละชนิด ป้องกันการปลอมแปลง

5.ธุรกิจการเงิน ซึ่งเป็นธุรกิจแรกๆ ที่บล็อคเชนถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ มีการนำบล็อกเชนมาจัดการเรื่อง ข้อมูลลูกค้าและ Credit Score บนระบบกู้ยืมทางออนไลน์ หรือไปจนถึงการใช้ Token ในการระดมทุนต่างๆ ทั้ง ICO IEO หรือ STO 

6.ธุรกิจค้าปลีก ได้มีโครงการนำข้อมูลอาหารที่ขายมาเก็บเพื่อดูสายการผลิตจากโรงงานมาถึงชั้นวางของ 

7.ธุรกิจพลังงาน ได้มีการขยายมาที่เมืองไทยเพื่อพัฒนาการซื้อขายพลังงานแบบ Peer to peer โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือ WePower บริษัทจาก Estonia ก็ทำเรื่องคล้ายๆ กันแต่เน้นไปทางพลังงานทดแทนเป็นหลัก

8.ธุรกิจการศึกษา มีบางประเทศได้มีการออกปริญญาบัตร Certificate และก็ Transcript บนเทคโนโลยีบล็อกเชนเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ยังสามารถใช้บล็อกเชนในการจัดการข้อมูล ระดมทุน และป้องกันการฟอกเงิน รวมถึงการทำความรู้จักลูกค้าได้ด้วย

blockchain

ที่มาภาพ : https://isg-one.com/consulting/blockchain/articles 

สรุปการทำงานของบล็อกเชน

ประโยชน์ของบล็อกเชนคือสามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมออนไลน์ย้อนหลังได้จากทุกฝ่าย ไม่สามารถทุจริตได้ เพราะข้อมูลไม่สามารถปลอมแปลงได้ สามารถจัดเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมหรือสัญญาการทำธุรกรรมออนไลน์ได้ และจะแจ้งเตือนเมื่อสัญญานั้นกำลังจะหมดอายุ เมื่อทำธุรกรรมก็สามารถประหยัดเวลาแลัค่าใช้จ่ายไปได้มาก เพราะไม่ต้องผ่านตัวกลาง ดังนั้นเราจึงสามารถนำบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เพราะมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ

ปัจจุบันนี้ในประเทศไทยก็มีการนำบล็อกเชนมาใช้งานมากขึ้น เนื่องจากมีนักลงทุนมากมายที่สนใจลงทุนในระบบดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีการนำบล็อกเชนมาใช้ในระบบจัดเก็บเอกสาร การทำสัญญาระหว่างบริษัทมากขึ้นอีกด้วย

Categories
blockchain

ฝรั่งเศสและสิงคโปร์สอบผ่าน! เดินหน้าเทคโนโลยี blockchain ทำ CBDC ข้ามพรมแดน

เมื่อไม่นานนี้เอง ธนาคารแห่งประเทศฝรั่งเศสและสิงคโปร์ (MAS) ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการทดลอง settlement ข้ามพรมแดน ที่ใช้ทั้ง CBDC และเทคโนโลยี blockchain ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยการทดลองดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก Onyx หน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิทัลของ JPMorgan 

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/man-wearing-vr-headset-pointing-cyber-security-hologram_13313128.htm#page=1&query=blockchain&position=1#position=1&page=1&query=blockchain 

ความสำเร็จด้านเทคโนโลยี Blockchain ของฝรั่งเศสและสิงคโปร์สู่ใบเบิกทาง CBDC ข้ามพรมแดน!

สำหรับการประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยี Blockchain ของธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศสและธนาคารกลางสิงคโปร์ ที่ได้จำลองการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน โดยการทดลองนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Onyx หน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิทัลของ JPMorgan บล็อกเชนที่ได้รับอนุญาต (privacy blockchain) ซึ่ง Onyx อยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน Quorum blockchain ของธนาคารเพื่อการลงทุน

จากการทดลองดังกล่าวพบว่า “ในขณะที่การทดลองถูกจำกัดไว้ที่ธนาคารกลาง 2 แห่ง แต่การออกแบบเครือข่าย m-CBDC หรือ multiple CBDCs ทำให้สามารถขยายขนาดได้ เพื่อรองรับการมีส่วนร่วมของธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แตกต่างกัน” ซึ่งนี่อาจเป็นใบเบิกทางและเป็นโครงการนำร่องที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานร่วมกันของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ประเภทต่าง ๆ กับโหนดบล็อกเชน ทั้งแบบโครงสร้างพื้นฐาน คลาวด์ส่วนตัว และสาธารณะในฝรั่งเศสและสิงคโปร์ 

นอกจากนี้ธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศสยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า การทดลองนี้เป็นหนึ่งในความสำเร็จล่าสุดภายในโครงการทดลอง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2021ด้าน Sopnendu Mohanty ผู้บริการด้านฟินเทคของ MAS กล่าวว่า ความคืบหน้าใหม่นี้จะช่วยให้สถาบันการเงินในหลายประเทศสามารถ “ทำธุรกรรมระหว่างกันโดยตรงในสกุลเงินต่าง ๆ ได้” 

blockchain

CR : https://cryptointrend.com/shenzhen-consumers-spend-8-8-million-yuan-in-largest-trial-of-digital-yuan/ 

การทดลอง CBDC ก้าวสำคัญของเทคโนโลยี Blockchain 

CBDC เปรียบเสมือนกับเงินสดที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากธนบัตรหรือเหรียญที่จับต้องได้ เข้าไปอยู่ในระบบดิจิทัลแทน อาจกล่าวได้ว่านี่คือเทคโนโลยี Blockchain ที่ทำหน้าที่เหมือนกับแอปพลิเคชันธนาคาร, แอปเป๋าตังค์ และแอปทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์อื่นๆ ที่เราคุ้นชินกัน ต่างเพียงแค่ชื่อเรียก 

โดยระบบและคุณค่าของ CBDC จะมีธนาคารกลางเป็นผู้รับรองคุณค่าและควบคุมระบบ ที่พิเศษกว่านั้นคือมีระบบความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ในระดับเดียวกันหรือมากกว่าคริปโตฯ เพราะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเช่นเดียวกันเป็นตัวกลาง 

ความแตกต่างระหว่าง CBDC กับ คริปโตฯ คือการที่คริปโตฯ เป็นระบบการเงินแบบ ไร้ตัวกลาง ไม่มีผู้ควบคุมระบบ คุณค่าเกิดจากปัจจัยการลงทุนด้านอุปสงค์และอุปทาน ยิ่งมีคนต้องการมาก ราคายิ่งขึ้น แต่เมื่อมีคนต้องการน้อย ราคาก็จะลดลง ต่างจาก CBDC ที่มีการรับรองมูลค่าให้คงที่เหมือนกับที่ธนาคารกลางทำให้กับ CBDC อาจกล่าวได้ว่านี่คือจุดแข็งของ CBDC ที่ช่วยเปลี่ยนระบบการเงินให้ง่ายขึ้น ไวขึ้น และไม่มีค่าธรรมเนียมให้กวนใจคุณ

และเมื่อถึงช่วงเวลาที่น่ากลัวอย่างวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ธนาคารล้มละลาย คนฝากเงินกับธนาคารไม่ได้อะไรกลับคืนมา สิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับ CBDC อย่างแน่นอน เพราะเงินดิจิทัลจะถูกเก็บอยู่ภายในกระเป๋าเงินออนไลน์ของเรา โดยเชื่อมต่อกับระบบของธนาคารกลาง ไม่ต้องเก็บผ่านบัญชีธนาคารพาณิชย์

Categories
blockchain

เครื่องมือเพื่อ ‘reorg’ Blockchain ของ Ethereum ถูกค้าน! เหตุอันตรายเกินไป

ไม่ได้ไปต่อเสียแล้วกับเครื่องมือเพื่อ ‘reorg’ Blockchain ของ Ethereum ซึ่งถูกคิดค้นโดยนักพัฒนาอิสระท่านหนึ่ง เนื่องจากมันอาจทำให้เครือข่ายของ Ethereum เผชิญกับวิกฤตที่อาจสนับสนุนแผนการเพิ่มอำนาจให้กับนักขุดเพื่อการ re-organize blockchain ของ Ethereum แบบไม่รู้ตัวจนเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเลเยอร์ consensus บนเครือข่าย Ethereum

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/cropped-image-businessman-sitting-by-table-cafe-analyzing-indicators-laptop-computer-while-using-smartphone_6876012.htm#page=1&query=cryptocurrency&position=13 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Blockchain ของ Ethereum อาจประสบกับวิกฤติ MEV

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้ Twitter รายหนึ่งนามว่า @EdgarArout ซึ่งเป็นนักพัฒนาอิสระ กำลังพยายามหาช่วงโหว่ในการแก้ปัญหาการจัดระเบียบ blockchain (re-organize) ของ Ethereum อย่างเรื่องค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไปจาก miner extractable value (MEV)

อาจกล่าวได้ว่า MEV คือตัวกำหนดว่าธุรกรรมนั้นจะถูกนำไปใส่ใน blockchain เมื่อไหร่ และอย่างไร ภายใต้ข้อกำหนดที่ว่า

“MEV นั้นรวมถึงผลกำไร ‘แบบดั้งเดิม’ ที่ได้จากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและรางวัลบล็อก, และผลกำไร ‘แบบไม่ปกติ’ จากการ reorganize ธุรกรรมใหม่, การแทรกแซงธุรกรรม, และการเซ็นเซอร์ธุรกรรมภายในบล็อกที่นักขุดทำการยืนยัน” อ้างอิงจากโพสต์ของเขา

ปัจจุบันกลยุทธ์ MEV ในเครือข่าย Ethereum ได้มีการนำเอา bot มาใช้เพื่อตรวจสอบและจัดการกับธุรกรรม ETH ที่กำลังรออยู่ใน mempool ซึ่งมักจะใช้วิธีลักไก่อย่างรอการ trade ที่เหมาะสมแล้วทำการคัดลอก trade ดังกล่าวด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น เพื่อทำการ front-run ธุรกรรมที่ควรจะได้ไปก่อน เรียกได้ว่าข้อเสนอของ EdgarArout นั้นจะทำให้นักขุดในเครือข่าย Ethereum หาประโยชน์จาก MEV ได้มากขึ้นนั่นเอง

สอดคล้องกับ Flashbots กลุ่มที่จัดทำเอกสารและศึกษาการใช้บอทเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้นใน Blockchain พวกเขาสังเกตเห็นว่าปัจจุบันมีการนำเอา Bot มาใช้เพื่อการ bid ค่าธรรมเนียมให้สูงขึ้น เพื่อให้ธุรกรรมของคนใช้ bot สามารถไปถึงปลายทางได้เร็วขึ้น สร้างความได้เปรียบในการเทรด

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/person-holding-mobile-phone-analyzing-twitter-graph_2579939.htm#page=1&query=Twitter&position=16#position=16&page=1&query=Twitter 

เสียงที่แตกต่างจากชุมชน Ethereum ผู้ใช้ Blockchain นี้เช่นกัน

ผู้ใช้งานใน Twitter ที่ชื่อว่า “ChainLinkGod” ได้ออกมาแสดงความเห็นและมุมมองที่ต่างออกไปว่า

“การช่วยให้นักขุดจัดระเบียบ Ethereum blockchain เพื่อหาประโยชน์จาก MEV ไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะไม่เพียงแต่มันจะส่งผลให้ UX แย่ลงจนต้องมีการ confirm การทำธุรกรรมมากขึ้นแล้ว มันยังทำให้เกิดความไม่เสถียรของ chain เมื่อมีโอกาสในการทำ MEV ขนาดใหญ่เกิดขึ้น และ chain นั้นจะต้องหยุดลงเนื่องจากนักขุดต้องมาต่อสู้เพื่อแย่งชิงมัน” เขากล่าว

Mudit Gupta ผู้พัฒนาหลักของ SushiSwap คิดว่าวิธีลักไก่อย่างรอการ trade ที่เหมาะสมแล้วทำการคัดลอก trade ดังกล่าวด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น เพื่อทำการ front-run ธุรกรรมที่ควรจะได้ไปก่อนอาจส่งผลกระทบที่เลวร้ายกว่านั้นมาก เขากล่าวว่าการกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่ผู้ขุดหารายได้จาก DeFi ทำการ rugpull พวกนักทำ rugpull อีกทีหนึ่ง 

สอดคล้องกับ Gupta ที่เปรียบว่าสิ่งนี้เหมือนกับการโจมตี 51% แต่อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าชุมชนไม่มีอำนาจที่จะหยุด EdgarArout จากการดำเนินการตามแผนของเขา สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่ลดโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ให้เหลือน้อยที่สุดเท่านั้น

Categories
blockchain

Cardano ชูโรง Smart Contract เดือนสิงหาคมนี้ หวังอัปเกรด blockchain ของตนเอง!

Input Output HongKong (IOHK) บริษัทผู้พัฒนาและอยู่เบื้องหลัง blockchain ของ Cardano ได้ออกมาเปิดเผยถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้าน smart contract ตัวช่วยที่จะทำให้การเคลื่อนย้ายเงินของนักลงทุนปลอดภัยขึ้น โดยมีแพลนว่าจะเปิดให้ใช้บริการในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้!

blockchain

CR: https://cryptosiam.com/ageusd-stablecoin-will-launch-on-cardano-blockchain/ 

Cardano อัปเกรด Blockchain ตัวเอง หวังรองรับภาคธุรกิจ!

Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง IOHK บริษัทผู้สร้าง Cardano หรือ เหรียญ ADA ได้ออกมาเปิดเผยว่าตัวอัปเกรด Alonzo นั้นจะมีการเพิ่ม smart contract เข้าไปใน blockchain ของ Cardano โดยผลลัพธ์ที่ได้ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปบน Cardano ได้ นับว่าเป็นฟังก์ชันที่หลาย ๆ คนกำลังเฝ้ารอกันอย่างมาก โดยคาดว่า smart contract จะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งการอัปเกรดดังกล่าวนั้นมีเป้าหมายหลัก ๆ เพื่อรองรับบริษัทขนาดใหญ่ และให้การรองรับ decentralized finance (DeFi) อีกด้วย 

โดย Charles Hoskinson กล่าวเพิ่มเติมว่า

“Smart contract นั้นถือเป็นก้าวต่อไปของวิวัฒนาการของ Cardano หากจะให้การรองรับภาคธุรกิจได้ทุก ๆ วันนั้น ตัว blockchain จะต้องสามารถการันตีได้ว่าลูกค้ารายบุคคลสามารถทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบที่ปลอดภัยได้”

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงตอนนี้ บริษัทได้พัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่าง Alonzo Protocol ของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า smart contract นั้นจะช่วยทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ ปลอดภัยขึ้น และการ settle มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/earth-spacecraft-elements-this-image-furnished-by-nasa_13180421.htm#page=1&query=%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94&position=2 

หรือการที่ Cardano อัปเกรด Blockchain ตัวเอง จะทำให้ถึงฝั่งฝัน!

Michael Peyton Jones หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ IOHK ได้ออกมาพูดถึงการที่ Cardano อัปเกรด Blockchain ตัวเอง ว่านี่คือการพัฒนาแอปพลิเคชันระดับองค์กรโดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมและวิธีที่ Alonzo จะปลดล็อกกรณีการใช้งานเหล่านี้

“ในขณะที่ multi-asset กำลังช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างสกุลเงินที่ไม่ซ้ำใคร ( NFT) ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะกระตุ้นให้ธุรกิจเกิดความต้องการในสกุลเงินดังกล่าว Alonzo ก็จะนำเสนอแพลตฟอร์มอเนกประสงค์สำหรับการสร้างสัญญา Smart contract ที่จะทำงานร่วมกับ NFT การระดมทุนหรือการประมูลเป็นต้น”

นอกจากนี้แล้ว Jones ยังได้กล่าวถึง การทำงานร่วมกับเว็บเทรดแบบ DeFi, การสร้างแอปพลิเคชันที่รองรับเหรียญ Stablecoin แบบ Centralize และแอปพลิเคชันติดตามธุรกรรมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ภายในห่วงโซ่อุปทาน

ภายหลังจากที่ออกข่าว ไม่เพียงแต่ผู้คนให้ความสนใจเกี่ยวกับ Cardano เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ราคาของเหรียญ ADA ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตฯ ของ Cardano ยังเพิ่มขึ้นไปถึง 722% จาก 0.18 ดอลลาร์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.48 ดอลลาร์ ปัจจุบันเหรียญดังกล่าวถูกซื้อขายอยู่ที่ 1.19 ดอลลาร์ และมี marketcap อยู่ที่ราว ๆ 4 หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว อาจกล่าวได้ว่าขณะนี้ Cardano กำลังแสดงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ อย่างการสร้างบัญชีแยกประเภทแบบกระจายอำนาจในทั่วโลก