Categories
บทวิเคราะห์

ส่องหุ้นน่าซื้อ ให้คุณได้ต่อยอดในการลงทุน

หุ้นดี ๆ หุ้นน่าซื้อ ในปัจจุบันมีมากมาย หลากหลายรูปแบบ การซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี จะต้องคิดวิเคราะห์จากหลายปัจจัย ยิ่งหากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ แน่นอนว่าคุณจะต้องศึกษาก่อน เพื่อให้คุณสามารถนำไปต่อยอดได้ วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 กลุ่ม หุ้นน่าซื้อ น่าลงทุนให้คุณได้นำไปพิจารณากัน

1.กลุ่มค้าปลีก แน่นอนว่ากลุ้มค้าปลีกนั้นมีหลายกลุ่ม แต่คุณสามารถเลือกซื้อจากกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงขึ้นได้ ได้แก่ CPALL, COM7, MAKRO, HMPRO, GLOBAL, DOHOME 

2.กลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เราจะเลือกกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอุปสงค์ต่อการใช้ไฟของภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมที่มากขึ้น ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM 

3.หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการสถานีปั๊มน้ำมันจากอุปสงค์การเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้ครนิยมใช้รถในการเดินทาง การลงทุนกับกลุ่มสินค้านี้จึงคุ้มค่า ซึ่งได้แก่ OR และ PTG

4.กลุ่มธุรกิจ AMC ที่เรามองไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ SCB แต่ราคากลับปรับตัวลงมาแรง ได้แก่ JMT, CHAYO 

5.หุ้น 2 บริษัทที่อยู่ในธีม Index rebalancing ได้แก่ TTB ,SET50 ,AWC

หุ้นน่าซื้อ

ที่มาภาพ : https://www.prachachat.net/finance/news-772290 

สิ่งที่ควรรู้สำหรับนักลงทุนมือใหม่ในการซื้อหุ้น

1. ใน การซื้อหุ้น นั้น ควรตั้งเป้าหมายในการลงทุนในระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล หรือมูลค่าของหุ้นในอนาคต เพื่อความมั่นคงทางการเงินของเรา

2. ในการลงทุนควรใช้เงินที่เราสามารถเสียไปโดยไม่เดือดร้อน เพราะการลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยง ดังนั้นถ้าหากเราเอาเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตไปเสี่ยง อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองได้ และควรมีเงินออมเผื่อไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินและไม่คาดฝันด้วย

3. รู้จักหุ้นให้ดีที่เราจะลงทุนเสียก่อน ควรรู้ว่าหุ้นตัวนั้นที่เราเลือก ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลต่าง ๆ ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และอื่น ๆ อีกมากมายที่เราต้องรู้ รู้ยิ่งเยอะยิ่งดี และต้องคิดวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็นด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง สิ่งที่ควรคิดอีกอย่างคือทำอย่างไรให้สามารถรักษาต้นทุนไว้ได้ด้วย

เมื่อได้รู้ถึงสิ่งที่จะต้องทราบแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าจะรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นน่าซื้อ หุ้นที่มีพื้นฐานดี มีลักษณะอย่างไร

จะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นไหนน่าซื้อ

1. บริษัทที่ดีที่น่าลงทุนควรมียอดขายหรือรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อเป็นตัวบ่งบอกว่าบริษัทยังเติบโตต่อได้ และต้องสามารถคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตบริษัทก็คงมีรายได้มากขึ้นอีก 

2. บริหารธุรกิจได้ดี มีกำไรสม่ำเสมอ และมีกำไรสม่ำเสมอมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งผลกำไรควรได้มาจากการขายสินค้าและบริการหลักของบริษัท เนื่องจากจะเป็นผลดีกับบริษัทในระยะยาวเพราะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นประจำ 

3. ธุรกิจมีจุดแข็ง มีความสามารถในการแข่งขัน มีจุดแข็งเป็นที่ต้องการของตลาด และมีความสามารถในการแข่งขันกับผู้ประกอบการอื่นได้ การลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องมองให้เห็นภาพอนาคตการเติบโตของบริษัท ต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเติบโต

4. อัตราส่วนหนี้สินต่อต้นทุนไม่สูง

5. หุ้นที่มีพื้นฐานดีจำเป็นต้องมีกำไรสะสมเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพราะกำไรสะสมเป็นส่วนที่บริษัทสามารถนำไปลงทุนต่อยอดเพื่อทำให้กิจการเติบโตขึ้นได้ และเงินส่วนนี้สามารถนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อีกด้วย

6. ทีมผู้บริหารโปร่งใส มีการดูแลควบคุมกิจการที่ดี

หากอยากครอบครอ งหุ้นที่มีพื้นฐานดี ต้องค่อย ๆ ศึกษาแต่ละองค์ประกอบให้ถี่ถ้วน อย่าใจร้อนเกินไป เพราะหากคุณมีหุ้นที่มีพื้นฐานดีไว้ในครอบครองแล้ว ความกังวลของคุณที่มีต่อสภาวะของตลาดหุ้นจะลดลงมาก อยากเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จทำได้ไม่ยาก เพียงแค่คุณวิเคราะห์หุ้นให้ดีเท่านั้น

หุ้นน่าซื้อ

ที่มาภาพ : https://www.kaohoon.com/breakingnews/481965 

Categories
blockchain

รู้จัก blockchain เทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนโลกการเงินดิจิทัลในอนาคต

blockchain คือเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในธุรกรรมการเงิน ให้มีความปลอดภัย โปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เป็นการทำธุรกรรมการเงินโดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง สามารถโอนโดยไม่ต้องแปลงสกุลเงิน เหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกรรมออนไลน์ เป็นเทคโนโลยีมีระบบการเก็บข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ได้รับการปกป้องจะถูกแชร์และจัดเก็บเป็นสำเนาไว้ในเครื่องของทุกคนที่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันเสมือนห่วงโซ่ ทำให้ยากต่อการแฮ็กข้อมูล blockchain จึงนับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมในแง่ของเครดิต นอกจากนี้ ยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามารองรับการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลด้วย

หากคุณสนใจอยากเป็นนักธุรกิจหน้าใหม่ blockchain ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องรู้จัก และเรียนรู้ไว้ เพราะในอนาคตระบบการใช้เงินดิจิทัลออนไลน์จะมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้ ชีวิตประจำวันของมนุษย์เกี่ยวข้องแล้วต้องอยู่กับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เรามาทำความรู้จัก blockchain เพื่อเป็นความรู้ไว้ใช้ต่อยอดการทำธุรกิจในอนาคตกันเลย

blockchain

ที่มาภาพ : https://dpux-reskill.dpu.ac.th 

เทคโนโลยีบล็อกเชน สามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง

นอกจากการบันทึกข้อมูลธุรกรรมออนไลน์ทางการเงินของบิตคอยน์แล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าปัจจุบันนี้ ผู้คนนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับอะไรบ้าง

1.การซื้อขายหุ้น เทคโนโลยี Blockchain ทำให้การซื้อขายหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำให้การยืนยันการซื้อขายสามารถทำได้แทบจะทันที เพราะว่าตัดตัวกลางออกไป ทำให้การซื้อขายทำได้เร็วขึ้น

2.การปกครอง เทคโนโลยีฐานข้อมูลแบบกระจาย นำความโปร่งใสเข้ามาสู่ระบบเพราะคนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์กับการเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น 

3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในหลายๆ ประเทศ มีการนำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลแทนโฉนด หรือการนำบล็อกเชนมาช่วยในการแบ่งการเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ยังมีหลายประเทศที่ใช้ Blockchain สำหรับการจดทะเบียนที่ดินด้วย

4.ธุรกิจโรงพยาบาล ได้มีการนำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลการรักษาของคนไข้และมาช่วยตรวจสอบที่มาของยาแต่ละชนิด ป้องกันการปลอมแปลง

5.ธุรกิจการเงิน ซึ่งเป็นธุรกิจแรกๆ ที่บล็อคเชนถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ มีการนำบล็อกเชนมาจัดการเรื่อง ข้อมูลลูกค้าและ Credit Score บนระบบกู้ยืมทางออนไลน์ หรือไปจนถึงการใช้ Token ในการระดมทุนต่างๆ ทั้ง ICO IEO หรือ STO 

6.ธุรกิจค้าปลีก ได้มีโครงการนำข้อมูลอาหารที่ขายมาเก็บเพื่อดูสายการผลิตจากโรงงานมาถึงชั้นวางของ 

7.ธุรกิจพลังงาน ได้มีการขยายมาที่เมืองไทยเพื่อพัฒนาการซื้อขายพลังงานแบบ Peer to peer โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือ WePower บริษัทจาก Estonia ก็ทำเรื่องคล้ายๆ กันแต่เน้นไปทางพลังงานทดแทนเป็นหลัก

8.ธุรกิจการศึกษา มีบางประเทศได้มีการออกปริญญาบัตร Certificate และก็ Transcript บนเทคโนโลยีบล็อกเชนเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ยังสามารถใช้บล็อกเชนในการจัดการข้อมูล ระดมทุน และป้องกันการฟอกเงิน รวมถึงการทำความรู้จักลูกค้าได้ด้วย

blockchain

ที่มาภาพ : https://isg-one.com/consulting/blockchain/articles 

สรุปการทำงานของบล็อกเชน

ประโยชน์ของบล็อกเชนคือสามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมออนไลน์ย้อนหลังได้จากทุกฝ่าย ไม่สามารถทุจริตได้ เพราะข้อมูลไม่สามารถปลอมแปลงได้ สามารถจัดเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมหรือสัญญาการทำธุรกรรมออนไลน์ได้ และจะแจ้งเตือนเมื่อสัญญานั้นกำลังจะหมดอายุ เมื่อทำธุรกรรมก็สามารถประหยัดเวลาแลัค่าใช้จ่ายไปได้มาก เพราะไม่ต้องผ่านตัวกลาง ดังนั้นเราจึงสามารถนำบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เพราะมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ

ปัจจุบันนี้ในประเทศไทยก็มีการนำบล็อกเชนมาใช้งานมากขึ้น เนื่องจากมีนักลงทุนมากมายที่สนใจลงทุนในระบบดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีการนำบล็อกเชนมาใช้ในระบบจัดเก็บเอกสาร การทำสัญญาระหว่างบริษัทมากขึ้นอีกด้วย

Categories
blockchain

ฝรั่งเศสและสิงคโปร์สอบผ่าน! เดินหน้าเทคโนโลยี blockchain ทำ CBDC ข้ามพรมแดน

เมื่อไม่นานนี้เอง ธนาคารแห่งประเทศฝรั่งเศสและสิงคโปร์ (MAS) ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการทดลอง settlement ข้ามพรมแดน ที่ใช้ทั้ง CBDC และเทคโนโลยี blockchain ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยการทดลองดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก Onyx หน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิทัลของ JPMorgan 

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/man-wearing-vr-headset-pointing-cyber-security-hologram_13313128.htm#page=1&query=blockchain&position=1#position=1&page=1&query=blockchain 

ความสำเร็จด้านเทคโนโลยี Blockchain ของฝรั่งเศสและสิงคโปร์สู่ใบเบิกทาง CBDC ข้ามพรมแดน!

สำหรับการประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยี Blockchain ของธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศสและธนาคารกลางสิงคโปร์ ที่ได้จำลองการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน โดยการทดลองนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Onyx หน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิทัลของ JPMorgan บล็อกเชนที่ได้รับอนุญาต (privacy blockchain) ซึ่ง Onyx อยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน Quorum blockchain ของธนาคารเพื่อการลงทุน

จากการทดลองดังกล่าวพบว่า “ในขณะที่การทดลองถูกจำกัดไว้ที่ธนาคารกลาง 2 แห่ง แต่การออกแบบเครือข่าย m-CBDC หรือ multiple CBDCs ทำให้สามารถขยายขนาดได้ เพื่อรองรับการมีส่วนร่วมของธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แตกต่างกัน” ซึ่งนี่อาจเป็นใบเบิกทางและเป็นโครงการนำร่องที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานร่วมกันของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ประเภทต่าง ๆ กับโหนดบล็อกเชน ทั้งแบบโครงสร้างพื้นฐาน คลาวด์ส่วนตัว และสาธารณะในฝรั่งเศสและสิงคโปร์ 

นอกจากนี้ธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศสยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า การทดลองนี้เป็นหนึ่งในความสำเร็จล่าสุดภายในโครงการทดลอง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2021ด้าน Sopnendu Mohanty ผู้บริการด้านฟินเทคของ MAS กล่าวว่า ความคืบหน้าใหม่นี้จะช่วยให้สถาบันการเงินในหลายประเทศสามารถ “ทำธุรกรรมระหว่างกันโดยตรงในสกุลเงินต่าง ๆ ได้” 

blockchain

CR : https://cryptointrend.com/shenzhen-consumers-spend-8-8-million-yuan-in-largest-trial-of-digital-yuan/ 

การทดลอง CBDC ก้าวสำคัญของเทคโนโลยี Blockchain 

CBDC เปรียบเสมือนกับเงินสดที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากธนบัตรหรือเหรียญที่จับต้องได้ เข้าไปอยู่ในระบบดิจิทัลแทน อาจกล่าวได้ว่านี่คือเทคโนโลยี Blockchain ที่ทำหน้าที่เหมือนกับแอปพลิเคชันธนาคาร, แอปเป๋าตังค์ และแอปทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์อื่นๆ ที่เราคุ้นชินกัน ต่างเพียงแค่ชื่อเรียก 

โดยระบบและคุณค่าของ CBDC จะมีธนาคารกลางเป็นผู้รับรองคุณค่าและควบคุมระบบ ที่พิเศษกว่านั้นคือมีระบบความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ในระดับเดียวกันหรือมากกว่าคริปโตฯ เพราะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเช่นเดียวกันเป็นตัวกลาง 

ความแตกต่างระหว่าง CBDC กับ คริปโตฯ คือการที่คริปโตฯ เป็นระบบการเงินแบบ ไร้ตัวกลาง ไม่มีผู้ควบคุมระบบ คุณค่าเกิดจากปัจจัยการลงทุนด้านอุปสงค์และอุปทาน ยิ่งมีคนต้องการมาก ราคายิ่งขึ้น แต่เมื่อมีคนต้องการน้อย ราคาก็จะลดลง ต่างจาก CBDC ที่มีการรับรองมูลค่าให้คงที่เหมือนกับที่ธนาคารกลางทำให้กับ CBDC อาจกล่าวได้ว่านี่คือจุดแข็งของ CBDC ที่ช่วยเปลี่ยนระบบการเงินให้ง่ายขึ้น ไวขึ้น และไม่มีค่าธรรมเนียมให้กวนใจคุณ

และเมื่อถึงช่วงเวลาที่น่ากลัวอย่างวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ธนาคารล้มละลาย คนฝากเงินกับธนาคารไม่ได้อะไรกลับคืนมา สิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับ CBDC อย่างแน่นอน เพราะเงินดิจิทัลจะถูกเก็บอยู่ภายในกระเป๋าเงินออนไลน์ของเรา โดยเชื่อมต่อกับระบบของธนาคารกลาง ไม่ต้องเก็บผ่านบัญชีธนาคารพาณิชย์

Categories
blockchain

เครื่องมือเพื่อ ‘reorg’ Blockchain ของ Ethereum ถูกค้าน! เหตุอันตรายเกินไป

ไม่ได้ไปต่อเสียแล้วกับเครื่องมือเพื่อ ‘reorg’ Blockchain ของ Ethereum ซึ่งถูกคิดค้นโดยนักพัฒนาอิสระท่านหนึ่ง เนื่องจากมันอาจทำให้เครือข่ายของ Ethereum เผชิญกับวิกฤตที่อาจสนับสนุนแผนการเพิ่มอำนาจให้กับนักขุดเพื่อการ re-organize blockchain ของ Ethereum แบบไม่รู้ตัวจนเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเลเยอร์ consensus บนเครือข่าย Ethereum

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/cropped-image-businessman-sitting-by-table-cafe-analyzing-indicators-laptop-computer-while-using-smartphone_6876012.htm#page=1&query=cryptocurrency&position=13 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ Blockchain ของ Ethereum อาจประสบกับวิกฤติ MEV

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้ Twitter รายหนึ่งนามว่า @EdgarArout ซึ่งเป็นนักพัฒนาอิสระ กำลังพยายามหาช่วงโหว่ในการแก้ปัญหาการจัดระเบียบ blockchain (re-organize) ของ Ethereum อย่างเรื่องค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไปจาก miner extractable value (MEV)

อาจกล่าวได้ว่า MEV คือตัวกำหนดว่าธุรกรรมนั้นจะถูกนำไปใส่ใน blockchain เมื่อไหร่ และอย่างไร ภายใต้ข้อกำหนดที่ว่า

“MEV นั้นรวมถึงผลกำไร ‘แบบดั้งเดิม’ ที่ได้จากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและรางวัลบล็อก, และผลกำไร ‘แบบไม่ปกติ’ จากการ reorganize ธุรกรรมใหม่, การแทรกแซงธุรกรรม, และการเซ็นเซอร์ธุรกรรมภายในบล็อกที่นักขุดทำการยืนยัน” อ้างอิงจากโพสต์ของเขา

ปัจจุบันกลยุทธ์ MEV ในเครือข่าย Ethereum ได้มีการนำเอา bot มาใช้เพื่อตรวจสอบและจัดการกับธุรกรรม ETH ที่กำลังรออยู่ใน mempool ซึ่งมักจะใช้วิธีลักไก่อย่างรอการ trade ที่เหมาะสมแล้วทำการคัดลอก trade ดังกล่าวด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น เพื่อทำการ front-run ธุรกรรมที่ควรจะได้ไปก่อน เรียกได้ว่าข้อเสนอของ EdgarArout นั้นจะทำให้นักขุดในเครือข่าย Ethereum หาประโยชน์จาก MEV ได้มากขึ้นนั่นเอง

สอดคล้องกับ Flashbots กลุ่มที่จัดทำเอกสารและศึกษาการใช้บอทเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้นใน Blockchain พวกเขาสังเกตเห็นว่าปัจจุบันมีการนำเอา Bot มาใช้เพื่อการ bid ค่าธรรมเนียมให้สูงขึ้น เพื่อให้ธุรกรรมของคนใช้ bot สามารถไปถึงปลายทางได้เร็วขึ้น สร้างความได้เปรียบในการเทรด

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/person-holding-mobile-phone-analyzing-twitter-graph_2579939.htm#page=1&query=Twitter&position=16#position=16&page=1&query=Twitter 

เสียงที่แตกต่างจากชุมชน Ethereum ผู้ใช้ Blockchain นี้เช่นกัน

ผู้ใช้งานใน Twitter ที่ชื่อว่า “ChainLinkGod” ได้ออกมาแสดงความเห็นและมุมมองที่ต่างออกไปว่า

“การช่วยให้นักขุดจัดระเบียบ Ethereum blockchain เพื่อหาประโยชน์จาก MEV ไม่ใช่ความคิดที่ดี เพราะไม่เพียงแต่มันจะส่งผลให้ UX แย่ลงจนต้องมีการ confirm การทำธุรกรรมมากขึ้นแล้ว มันยังทำให้เกิดความไม่เสถียรของ chain เมื่อมีโอกาสในการทำ MEV ขนาดใหญ่เกิดขึ้น และ chain นั้นจะต้องหยุดลงเนื่องจากนักขุดต้องมาต่อสู้เพื่อแย่งชิงมัน” เขากล่าว

Mudit Gupta ผู้พัฒนาหลักของ SushiSwap คิดว่าวิธีลักไก่อย่างรอการ trade ที่เหมาะสมแล้วทำการคัดลอก trade ดังกล่าวด้วยค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น เพื่อทำการ front-run ธุรกรรมที่ควรจะได้ไปก่อนอาจส่งผลกระทบที่เลวร้ายกว่านั้นมาก เขากล่าวว่าการกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่ผู้ขุดหารายได้จาก DeFi ทำการ rugpull พวกนักทำ rugpull อีกทีหนึ่ง 

สอดคล้องกับ Gupta ที่เปรียบว่าสิ่งนี้เหมือนกับการโจมตี 51% แต่อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าชุมชนไม่มีอำนาจที่จะหยุด EdgarArout จากการดำเนินการตามแผนของเขา สิ่งที่ทำได้มีเพียงแค่ลดโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ให้เหลือน้อยที่สุดเท่านั้น

Categories
blockchain

Cardano ชูโรง Smart Contract เดือนสิงหาคมนี้ หวังอัปเกรด blockchain ของตนเอง!

Input Output HongKong (IOHK) บริษัทผู้พัฒนาและอยู่เบื้องหลัง blockchain ของ Cardano ได้ออกมาเปิดเผยถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้าน smart contract ตัวช่วยที่จะทำให้การเคลื่อนย้ายเงินของนักลงทุนปลอดภัยขึ้น โดยมีแพลนว่าจะเปิดให้ใช้บริการในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้!

blockchain

CR: https://cryptosiam.com/ageusd-stablecoin-will-launch-on-cardano-blockchain/ 

Cardano อัปเกรด Blockchain ตัวเอง หวังรองรับภาคธุรกิจ!

Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง IOHK บริษัทผู้สร้าง Cardano หรือ เหรียญ ADA ได้ออกมาเปิดเผยว่าตัวอัปเกรด Alonzo นั้นจะมีการเพิ่ม smart contract เข้าไปใน blockchain ของ Cardano โดยผลลัพธ์ที่ได้ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปบน Cardano ได้ นับว่าเป็นฟังก์ชันที่หลาย ๆ คนกำลังเฝ้ารอกันอย่างมาก โดยคาดว่า smart contract จะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งการอัปเกรดดังกล่าวนั้นมีเป้าหมายหลัก ๆ เพื่อรองรับบริษัทขนาดใหญ่ และให้การรองรับ decentralized finance (DeFi) อีกด้วย 

โดย Charles Hoskinson กล่าวเพิ่มเติมว่า

“Smart contract นั้นถือเป็นก้าวต่อไปของวิวัฒนาการของ Cardano หากจะให้การรองรับภาคธุรกิจได้ทุก ๆ วันนั้น ตัว blockchain จะต้องสามารถการันตีได้ว่าลูกค้ารายบุคคลสามารถทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบที่ปลอดภัยได้”

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงตอนนี้ บริษัทได้พัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่าง Alonzo Protocol ของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า smart contract นั้นจะช่วยทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ ปลอดภัยขึ้น และการ settle มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

blockchain

https://www.freepik.com/free-photo/earth-spacecraft-elements-this-image-furnished-by-nasa_13180421.htm#page=1&query=%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94&position=2 

หรือการที่ Cardano อัปเกรด Blockchain ตัวเอง จะทำให้ถึงฝั่งฝัน!

Michael Peyton Jones หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของ IOHK ได้ออกมาพูดถึงการที่ Cardano อัปเกรด Blockchain ตัวเอง ว่านี่คือการพัฒนาแอปพลิเคชันระดับองค์กรโดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมและวิธีที่ Alonzo จะปลดล็อกกรณีการใช้งานเหล่านี้

“ในขณะที่ multi-asset กำลังช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างสกุลเงินที่ไม่ซ้ำใคร ( NFT) ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะกระตุ้นให้ธุรกิจเกิดความต้องการในสกุลเงินดังกล่าว Alonzo ก็จะนำเสนอแพลตฟอร์มอเนกประสงค์สำหรับการสร้างสัญญา Smart contract ที่จะทำงานร่วมกับ NFT การระดมทุนหรือการประมูลเป็นต้น”

นอกจากนี้แล้ว Jones ยังได้กล่าวถึง การทำงานร่วมกับเว็บเทรดแบบ DeFi, การสร้างแอปพลิเคชันที่รองรับเหรียญ Stablecoin แบบ Centralize และแอปพลิเคชันติดตามธุรกรรมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ภายในห่วงโซ่อุปทาน

ภายหลังจากที่ออกข่าว ไม่เพียงแต่ผู้คนให้ความสนใจเกี่ยวกับ Cardano เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ราคาของเหรียญ ADA ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตฯ ของ Cardano ยังเพิ่มขึ้นไปถึง 722% จาก 0.18 ดอลลาร์ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.48 ดอลลาร์ ปัจจุบันเหรียญดังกล่าวถูกซื้อขายอยู่ที่ 1.19 ดอลลาร์ และมี marketcap อยู่ที่ราว ๆ 4 หมื่นล้านดอลลาร์เลยทีเดียว อาจกล่าวได้ว่าขณะนี้ Cardano กำลังแสดงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ อย่างการสร้างบัญชีแยกประเภทแบบกระจายอำนาจในทั่วโลก




Categories
คริปโตเคอเรนซี่

Circle เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ แบบ Blank-check

เป็นที่ทราบกันดีว่า Circle นั้นได้รับการสนับสนุนจาก Goldman Sachs ธนาคารของอเมริกา จนได้กลายเป็นพันธมิตร Stablecoin รายใหญ่ของ Visa บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงิน และจากการสนับสนุนของ Goldman Sachs ทำให้ Circle ซึ่งมุ่งเน้นในการพัฒนาเหรียญ stablecoin ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่ามีแผนที่จะเดินหน้าเป็นบริษัทมหาชนและเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ สหรัฐฯ แล้ว!

ตลาดหลักทรัพย์

Circle เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ งานนี้ Concord มีเอี่ยว!

สำหรับเรื่อง Circle เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ จริงอยู่ที่ Circle เป็นบริษัทพัฒนา USD Coin (USDC) ซึ่งเป็นเหรียญ stablecoin ที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก Tether ( USDT) แต่เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง บริษัทได้ระดมทุนจากการลงทุนภาคเอกชนจำนวน 440 ล้านดอลลาร์จากกลุ่มนักลงทุนภาคเอกชน นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ ทำให้ Circle ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารรายใหญ่ของอเมริกาอย่าง Goldman Sachs ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเฉพาะของ Concord

ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงที่ว่า บริษัทโฮลดิ้งแห่งใหม่ในไอร์แลนด์จะเข้าซื้อกิจการทั้ง Concord และ Circle จนกลายเป็นบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์ “CRCL” โดยเมื่อเสร็จสิ้นการทำธุรกรรมทั้งหมด ผู้ถือหุ้นของ Circle ที่มีอยู่จะถือหุ้นประมาณ 86% ของบริษัท

บริษัทกล่าวว่า จะซื้อขายในตลาดหุ้นผ่านการควบรวมกิจการกับ Concord Acquisition Corp บริษัทแบบ blank-check company ซึ่งหมายถึงบริษัทที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจอะไร แต่ถูกนำมาระดมทุนเพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งข้อตกลงนี้มีมูลค่าสูงถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ตลาดหลักทรัพย์

CR: https://www.jsbarefoot.com/podcasts/2016/3/1/transforming-payments-circle-ceo-jeremy-allaire 

ทิศทางผู้บริหารของ Circle หลังควบรวมกิจการกับ Concord

จริงอยู่ที่ Circle ได้ควบรวมกิจการกับ Concord เพื่อเตรียมจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตามแต่ ทิศทางผู้บริหารของ Circle หลังการควบรวมยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงนัก เพราะ Jeremy Allaire ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Circle จะยังคงเป็นซีอีโอของบริษัทต่อไป และ Bob Diamond ประธานบริษัท Concord จะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหาร 

ภายหลังการประกาศแผนการดังกล่าว ทั้ง 2 บริษัทได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์โดยคณะกรรมการของทั้ง 2 ฝ่าย และคาดว่าจะปิดข้อตกลงได้ภายในไตรมาสที่สี่ของปี 2021 ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 บริษัท รวมถึงเงื่อนไขตามธรรมเนียมอื่น ๆ อีกด้วย 

นอกจากได้รับการสนับสนุนจาก Goldman Sachs แล้ว Circle ยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ เช่น Marshall Wace, Fidelity Management และ Adage Capital Management อีกด้วย จากสถานการณ์ดังกล่าว Jeremy Allaire ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Circle คาดการณ์ว่า USDC กำลังจะแซงหน้าบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินอย่าง PayPal ในแง่ของมูลค่าธุรกรรมดอลลาร์

ที่มา: CoinTelegraph

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

Ethereum (ETH) ว่าที่เหรียญอันดับ 1 ในตลาดคริปโต ที่กำลังมาแรง แซงบิทคอยน์!

หากพูดถึงเหรียญอันดับหนึ่งในวงการคริปโตเคอเรนซีคงหนีไม่พ้น บิทคอยน์ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ดูจะไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะ Ethereum (ETH) กำลังแซงหน้า (flippening) Bitcoin (BTC) ไปแล้วในแง่ของดอลลาร์ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดยนาย Alex Masinsky ซีอีโอของ Celsius Network 

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/man-holds-different-crypto-coins-his-hands-white_9695278.htm#page=1&query=crypto&position=2 

Kitco News เผยบทสัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ Ethereum จะแซงบิทคอยน์!

เมื่อถูกสัมภาษณ์จาก Kitco News เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ Ethereum จะแซงบิทคอยน์ในแง่ของมูลค่าตลาด ไม่อิงราคา ethereum และ ราคาบิทคอยน์ นาย Masinsky กล่าวว่า

“Ethereum แซงหน้า Bitcoin ในรูปแบบดอลลาร์แล้ว ดังที่แสดงในการถือครองทั้งหมดของชุมชน Celsius และผมคิดว่าตลาดในวงกว้างจะเริ่มตามมาในปีหน้าหรือสองปีหน้า เราจะเห็นว่ามีการวิ่งแซงหน้าเกิดขึ้นในตลาดที่กว้างขึ้น”

ซึ่งนาย Mashinsky ได้เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า เขาได้ทำนายเหตุการณ์ดังกล่าวโดยใช้ตัวเลขของเงินดอลลาร์ที่ผู้คนถืออยู่ในเครือข่าย Celsius Network และดูว่าพวกเขามี Bitcoin หรือ Ethereum มากกว่ากัน

นอกจากนี้นาย Mashinsky ยังกล่าวถึงกรณีการใช้งาน Bitcoin เพิ่มเติมอีกว่าเป็นตัวเก็บมูลค่า ในทางตรงกันข้าม กรณีการใช้งานสำหรับ Ethereum คือการให้ผลตอบแทน และผลตอบแทนในความเห็นของเขานั้นก็คือการที่มีฐานผู้ใช้งานใน application ที่กว้างกว่า ซึ่งในอนาคตข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นการปรับตัวใช้ที่มากขึ้น

บิทคอยน์

Cr. https://finbold.com/bitcoin-doesnt-need-tesla-and-industry-is-going-to-do-just-fine-celsius-ceo-says/ 

เตรียมเคาท์ดาวน์รับคำทำนายที่ว่า Ethereum จะแซงบิทคอยน์!

จริงอยู่ที่ในมุมมองของ CEO จาก Celsius นั้น Ethereum มีความเป็นไปได้สูงที่จะแซงบิทคอยน์ อย่างไรก็ตามทั้งคู่เป็นแอปพลิเคชันและบล็อกเชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและกำลังจะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต ซึ่งอาจจะมีตัวใดตัวหนึ่งที่แซงหน้าอีกตัวไป โดยนาย Mashinsky เองก็เชื่อว่าโซลูชันเลเยอร์ที่สองจะสามารถแก้ไขปัญหาของ ETH ได้ในเวลาอันใกล้ และ ETH 2.0 เองก็จะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้โซลูชันทั้งสองทำงานควบคู่กันได้

แต่ก่อนที่เราจะมองไปถึงอนาคตข้างหน้า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาราคา ethereum ได้วิ่งผ่าน $2,300 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน หลังจากที่เงินทุนไหลออกนอกตลาดไปเป็นจำนวนมากเมื่อเดือนที่แล้ว จึงมีการคาดการณ์ว่าราคาของมันอาจมีการปรับตัวขึ้นเมื่อตัวอัพเกรด EIP-1559 ใกล้เข้ามาอีก

นอกจากนี้จำนวนตัวเลขของ active address ของ Ethereum เองก็ได้แซงหน้า Bitcoin ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จริงอยู่ที่ BTC ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 44.85% แม้ว่าราคาบิทคอยน์จะค่อนข้างสูง ในขณะที่ ETH อยู่แค่ที่ 18.3% แม้ว่าจะมีราคาที่ถูกกว่าตามข้อมูลของ CoinMarketCap.com แต่จากมุมมองของ Tradingnews ดูท่าว่า BTC กำลังสูญเสียตำแหน่งเบอร์ 1 ไปอย่างช้า ๆ