Categories
คริปโตเคอเรนซี่

เตรียมจับบิทคอยน์เอาไว้ให้ดี! นี่คือรถไฟขบวนสุดท้ายก่อน to The Moon

เป็นที่ทราบกันดีว่าราคาของ บิทคอยน์ ในตอนนี้ยังดูค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ $30,000 และทาง Grayscale เองก็กำลังเตรียมปลดล็อกกว่า 16,000 BTC ในสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ โดย Alex Mashinsky ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Celsius ได้คาดการณ์เอาไว้ว่าบิทคอยน์จะถูกดัมพ์ราคาลงไปอยู่ที่ $29,000 เลยทีเดียว

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/bitcoin-is-new-concept-virtual-money-graphics-digital-background-coins-with-image-letter-b_10107475.htm#page=1&query=bitcoin&position=10 

Wall Street เผย ราคาของบอทคอยน์จะต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ปลายปีนี้!

ไม่เพียงแต่การคาดการณ์ของ Alex Mashinsky ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Celsius ที่ได้คาดการณ์เอาไว้ว่าบิทคอยน์จะถูกดัมพ์ราคาลงไปอยู่ที่ $29,000 ทางด้าน Wall Street เองก็ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยผลสำรวจจากสื่อ CNBC ที่ทำการเก็บกลุ่มตัวอย่างหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุน 100 คนและผู้จัดการพอร์ตการลงทุน พบว่าส่วนใหญ่คาดการณ์เกี่ยวกับราคาบิทคอยน์ไว้ดังนี้

  • 44% ของผู้จัดการการลงทุนมองว่า Bitcoin จะวิ่งต่ำกว่า $30k

จากการสำรวจรายไตรมาสของ CNBC กับผู้จัดการการลงทุนสถาบันราว ๆ 44% ของทั้งหมด เชื่อว่าราคานั้นจะวิ่งต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์

  • 25% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า Bitcoin จะแตะ 40,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

จากการสำรวจรายไตรมาสของ CNBC กับผู้ตอบแบบสอบถามราว ๆ 25% ของทั้งหมด เชื่อว่าราคานั้นจะแตะ 40,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

  • 25% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า Bitcoin จะแตะ 50,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

จากการสำรวจรายไตรมาสของ CNBC กับผู้ตอบแบบสอบถามราว ๆ 25% ของทั้งหมด เชื่อว่าราคาเหรียญบิทคอยน์จะแตะ 50,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้

  • 6% ของผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าภายในสิ้นปีนี้ BTC สามารถปิดได้ที่ $60,000

จากการสำรวจรายไตรมาสของ CNBC กับผู้ตอบแบบสอบถามราว ๆ 6% ของทั้งหมด เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ BTC สามารถปิดได้ที่ $60,000

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/bitcoins-2021-calendar-assortment_11433279.htm#page=3&query=bitcoin&position=29 

Bloomberg กับการคาดการณ์ที่แตกต่างออกไป

จริงอยู่ที่ผลสำรวจจากสื่อ CNBC ที่ทำการเก็บกลุ่มตัวอย่างหัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุน 100 คนและผู้จัดการพอร์ตการลงทุน ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าบิทคอยน์จะวิ่งต่ำกว่า $30k แต่สื่อการเงินอย่าง Bloomberg กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป พวกเขาคาดการณ์ว่าราคาบิทคอยน์นั้นจะวิ่งไปแตะ ที่ 100,000 ดอลลาร์ได้ในปลายปี 2564 นี้

สอดคล้องกับที่ Alex Mashinsky ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Celsius ที่มองว่านี่คือโอกาสที่ดีที่จะเข้าช้อนเหรียญบิทคอยน์ราคาถูกที่ทาง Grayscale ปล่อยออกมาในสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ เพราะหลังจากนั้นไปในในระยะยาวบิทคอยน์สามารถเข้าสู่ภาวะกระทิงได้ โดยเขาคาดว่ามันจะไต่ราคาขึ้นไปสูงถึง $140,000 – $160,000 เลยทีเดียว งานนี้ใครไม่อยากพลาดโอกาสทำกำไรในระยะยาวไม่ควรพลาด เพราะนี่คือรถไฟขบวนสุดท้ายก่อน to The Moon

Categories
หุ้น

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก แต่สถานการณ์โควิดยังน่าห่วง!

ตลาดหุ้น เอเชียปรับตัวขึ้นในเช้าวันนี้ ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชีย โดยดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,545.20 จุด เพิ่มขึ้น 21.11 จุด หรือ +0.60%, ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,412.70 จุด พุ่งขึ้น 472.28 จุด หรือ +1.69% และดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 27,672.70 จุด เพิ่มขึ้น 328.16 จุด หรือ +1.20%

ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นเอเชียยังน่าห่วง โควิด-19 ยังไม่น่าไว้วางใจ

ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่ สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในภูมิภาคเอเชียยังคงน่ากังวล โดยนายโยชิฮิเดะ ซูงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงโตเกียวเป็นครั้งที่ 4 เพื่อสกัดการระบาดของโควิด-19 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ก.ค.-22 ส.ค. ซึ่งจะครอบคลุมถึงช่วงเวลาจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 23 ก.ค.จนถึงวันที่ 8 ส.ค.

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ก็ได้ประกาศใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมระดับ 4 เพื่อสกัดการระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค.-25 ก.ค. โดยจะพิจารณาปรับเปลี่ยนมาตรการตามจำนวนผู้ติดเชื้อต่อไป สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศไทยที่รัฐบาลได้ออกมาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นเอเชียบวก ทำตลาดหุ้นไทยขึ้นตาม

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าเปิดในแดนบวกได้แต่ยังไม่ผ่านแนวต้าน 1,560 จุด แล้วลงมาแกว่งไซด์เวย์ มาจากความกังวลของภาวะฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศ จนรัฐบาลต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ตลาดบ้านเราดูจะอ่อนกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เช้านี้ส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวในแดนบวก

สอดคล้องกับความคิดเห็นของนายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ที่ออกแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า 

“ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะรีบาวด์ขึ้นได้ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เช้านี้ต่างบวกกันราว 0.6-0.8% จากที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ในอัตรา 0.50% สำหรับสถาบันการเงินทุกแห่ง โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันก็ปรับตัวขึ้นด้วย”

อย่างไรก็ดี สัปดาห์นี้ยังต้องติดตามการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต่อสภาคองเกรส ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14-15 ก.ค.นี้ และติดตามผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2564 ของจีน รวมถึงตัวเลขส่งออกของจีน ขณะที่บ้านเรายังต้องรอติดตามการทยอยประกาศผลลประกอบการของกลุ่มแบงก์งวดไตรมาส 2/64 พร้อมให้แนวรับ 1,535-1,540 จุด ส่วนแนวต้าน 1,560-1,565 จุด

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

ภาพลักษณ์บิทคอยน์แย่! ต้นตอเกิดจาก Darknet ทำภาคสาธารณสุขเสียหาย

ด้วยผลกระทบของโควิด-19 ทำให้ผู้คนยอมเสี่ยงที่จะใช้วิธีการฉีดวัคซีนผิดกฎหมายด้วยการใช้ บิทคอยน์ ซื้อของในตลาดมืด จากรายงานของบริษัทด้านการสืบสวน Coinform พบว่ามีอาชญากรหลายรายที่ขายวัคซีนโควิด-19 ที่ขโมยมาลงในตลาดมืดเพื่อแลกกับเงินบิทคอยน์ โดยกลุ่มคนเหล่านี้ใช้ address รับเหรียญที่มีความเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการผิดกฎหมายรายอื่นบน darknet ทาง Coinform ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่าบุคคลเหล่านี้เป็นกลุ่มฉ้อโกงกลุ่มเดียวกัน

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/worker-figures-helping-dig-coin-money-dollar-note-background_3805742.htm#page=1&query=bitcoin&position=15 

บิทคอยน์ สินทรัพย์เก็งกำไรสูง เอื้อต่อการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย?

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมามีโรงพยาบาลหลายแห่งในสหรัฐฯ ถูกโจมตีโดยแรนซัมแวร์ จนทำให้ระบบดิจิทัลของพวกเขาถูกล็อก ทางเดียวที่จะกู้ระบบทั้งหมดคืนมาได้คือการจ่ายเงินในรูปของสกุลเงินดิจิทัล หรือ บิทคอยน์ คืน ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาคสาธารณสุขต้องตกเป็นเป้าหมายของนักต้มตุ๋นด้าน cryptocurrency เมื่อต้นปี 2021 นี้เอง นาง Janet Yellen รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ cryptocurrency ว่า

“ฉันคิดว่า เหรียญบิทคอยน์ จำนวนมากถูกใช้ อย่างน้อยก็ในแง่ของการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย และฉันคิดว่าเราจำเป็นต้องตรวจสอบวิธีที่เราสามารถจำกัดการใช้มันได้ และทำให้แน่ใจว่าการฟอกเงินจะไม่เกิดขึ้นผ่านช่องทางเหล่านั้น”

อย่างไรก็ตามแต่ จากรายงานของ Chainanalysis นี่คือเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการ ขุดบิทคอยน์ ลดลงอย่างมากในปี 2020 กิจกรรมที่ผิดกฎหมายคิดเป็น 0.34% ของปริมาณธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดในปีที่แล้ว ลดลงจากประมาณ 2% ในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามแต่การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์เป็นกิจกรรมเดียวที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ความนิยมในการใช้งานตลาด darknet มีการใช้งานลดลง 42% ในปีที่ผ่านมา

บิทคอยน์

https://www.freepik.com/free-photo/bitcoin-credit-card-pos-terminal_8679264.htm#page=2&query=bitcoin&position=14#position=14&page=2&query=bitcoin 

อาชญากรรมจากบิทคอยน์ อาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลขนาดนั้น

จริงอยู่ที่หลายภาคส่วนค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับอาชญากรรมจาก บิทคอยน์ แต่อาชญากรรมจาก เหรียญบิทคอยน์ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับกิจกรรมผิดกฎหมายด้านการเงินที่มีทั้งหมดบนโลก หากอ้างอิงจากข้อมูลของสหประชาชาติ เม็ดเงินจากอาชญากรรมด้านการฟอกเงินคิดเป็นราว ๆ 2% ถึง 5% ของ GDP โลก (1.6 ถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์) ต่อปีที่มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตามแต่หลายคนก็โต้แย้งว่าการที่เว็บกระดานเทรดคริปโตบังคับให้นักขุดบิทคอยน์ทำ KYC ก่อนการใช้งานนั้นถือเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันสิ่งนี้ได้ระดับหนึ่ง โดย RAND ชี้ว่า

“แม้จะมีการรับรู้ถึงความน่าดึงดูดใจของคริปโตเคอเรนซีเพื่อจุดประสงค์ในการฟอกเงิน แต่ธุรกรรมในส่วนนี้ประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ถูกดำเนินการผ่านเว็บกระดานเทรดแบบ centralized ซึ่งสามารถอยู่ภายใต้ระเบียบ AML/CFT ที่คล้ายกับธนาคารหรือการแลกเปลี่ยนแบบดั้งเดิม”

Categories
หุ้น

นักลงทุนจับตาแถลงสภาคองเกรส คาดมีผลกับตลาดหุ้น!

เป็นที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนใน ตลาดหุ้น ทั่วโลกกับกำหนดแถลงการณ์รอบครึ่งปีทีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ มีขึ้นเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจ, อัตราเงินเฟ้อ, ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ รวมทั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นไปต่อหรือรอก่อนสัปดาห์นี้รู้ผลอย่างแน่นอน

จากแถลงการณ์เดิมนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะกล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันที่ 14 ก.ค. 2564นี้ และแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 ก.ค. 2564 โดยแถลงการณ์ของนายพาวเวลในสัปดาห์นี้ถือว่ามีความสำคัญต่อตลาดหุ้นอย่างมาก เนื่องจากเขาอาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE

เพราะหลังจากที่รายงานการประชุมของเฟดประจำเดือนมิ.ย.ระบุว่า กรรมการเฟดได้เริ่มหารือกันเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการปรับลดวงเงิน QE พร้อมกับส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2566 ซึ่งเร็วกว่าเดิมถึง 1 ปี และเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีดังกล่าว นอกจากนี้ คำแถลงของนายพาวเวลยังมีผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นอย่างมาก 

โดยเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นหลังจากที่นายพาวเวลแถลงต่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐว่า เฟดมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนตลาดแรงงานให้ฟื้นตัวเป็นวงกว้างและครอบคลุม และเฟดจะไม่ใช้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อเป็นแรงผลักดันให้ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวดเร็วเกินไป

“ตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าเฟดจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเรามองว่าการดีดตัวของเงินเฟ้อเป็นผลกระทบโดยตรงที่เกิดจากการเปิดเศรษฐกิจของสหรัฐ เราจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนเวลาอันควรเพียงเพราะความกังวลเรื่องเงินเฟ้อเพียงปัจจัยเดียว แต่เราจะรอให้มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากเงินเฟ้อหรือภาวะไร้สมดุลในด้านอื่น ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจใด ๆเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย” นายพาวเวล กล่าว

ตลาดหุ้น

CR : https://www.prachachat.net/world-news/news-196360 

สภาคองเกรส 1 ในปัจจัยการขึ้น-ลงตลาดหุ้น

สภาคองเกรสนั้นมีความสำคัญต่อการขึ้นและลงของตลาดหุ้นอย่างมาก สังเกตได้จากที่ผ่านมา การขึ้น-ลงของตลาดหุ้นมักเกิดขึ้นหลังจากแถลงการณ์ของสภาคองเกรสได้แถลงการณ์จบลงไปแล้ว อาทิ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นหลังจากที่นายพาวเวลแถลงต่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐว่า 

“เฟดมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนตลาดแรงงานให้ฟื้นตัวเป็นวงกว้างและครอบคลุม และเฟดจะไม่ใช้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อเป็นแรงผลักดันให้ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวดเร็วเกินไป รวมถึงการปรับลดวงเงิน QE

โดยตามธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาของสภาคองเกรส ประธานเฟดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์ต่อสภาคองเกรสปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในเดือนก.พ. และอีกครั้งในเดือนก.ค. 

Categories
หุ้น

โควิดระบาดหนัก! ทำ SET เสี่ยงลงต่อ พ่วงบาทอ่อนกดดัน Fund Flow ไหลออก

SET ยังคงอยู่ในระยะไม่ปลอดภัย หลังสถานการณ์โควิด-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น โดยแนวโน้ม “ดัชนี” ปรับลงตาม ตปท.หลังโควิดระบาดหนัก พ่วงกับค่าเงินบาทอ่อนค่ามากกดดัน Fund Flow ไหลออก สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ได้ให้ข้อมูลเอาไว้

ทิสโก้เชื่อ SET ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเอเชีย!

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ได้ออกมาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ SET เอาไว้ว่า 

ตลาดหุ้นไทย เช้านี้คาดว่าจะปรับตัวลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เช้านี้ส่วนใหญ่จะติดลบราว 0.3-0.4% เช่นเดียวกับตลาดสหรัฐฯ จากความกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งก็มีการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสด้วย และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯก็ออกมาไม่ดี จากตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน ของสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าที่คาด รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) สหรัฐฯได้ปรับตัวลงมา 1.25%”

ขณะเดียวกันบ้านเราก็มีความกังวลการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับต่างประเทศ ซึ่งก็ต้องติดตามผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ที่จะพิจารณาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในประเทศต่อไป ว่าจะมีประเด็นการออกมาตรการคุมเข้มการแพร่ระบาดอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกหรือไม่? แต่ตลาดฯ น่าจะตอบรับไปบางส่วนแล้ว 

SET มีสิทธิ์ปั่นป่วนหนัก พ่วงปัญหา Fund Flow!

นอกจากสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดในไทยอย่างหนักจนทำให้ SET ค่อนข้างน่าเป็นห่วงแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกระทบร้ายแรงกับ ตลาดหุ้นไทย ตามมาไม่แพ้กันเลยก็คือ ปัญหาเงินบาทอ่อนค่ามากจนไปกดดัน Fund Flow หรือ นักลงทุนชาวต่างชาติให้ไหลออก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยนั้นมีขนาดที่เล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณเงินทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติ 

ไม่เพียงแต่ปริมาณเงินลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติจะมีส่วนช่วยให้ SET เพิ่มสูงขึ้นอย่างเดียว เพราะถ้านักลงทุนชาวต่างชาติไหลออก SET อาจร่วงลงมาอย่างรวดเร็วได้ ท้ายที่สุดคนที่มีปัญหาก็จะเป็นนักลงทุนชาวไทยเองนั่นล่ะ อย่างไรก็ดีปัญหาเรื่อง SET ยังคงต้องติดตามการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G20, ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ, ติดตามตัวเลขการส่งออกของสหรัฐฯ รวมถึงติดตามตัวเลขเงินเฟ้อของจีนอีกครั้ง 

โดยแนวรับของ SET ที่เราต้องจับตามองในวันถัด ๆ ไปให้ดีนั้นอยู่ที่แนวรับ 1,530-1,520 จุด ส่วนแนวต้านของ SET อยู่ที่ 1,550-1,555 จุด ซึ่งถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ นี่อาจจะกลายเป็นสัญญาณที่ดีที่สุดในช่วงนี้เลยก็ว่าได้ 

Categories
blockchain

Blockchain เทคโนโลยีทำธุรกรรมออนไลน์ด้วย DeFi

เทคโนโลยี Blockchain ถือเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่ามากในช่วงนี้ เนื่องจาก หลักการทำงานของบล็อคเชน ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยที่หลายคนต้องยอมรับ ซึ่งทุกวันนี้เองในทีมงานของ Blockchain ต่างหาวิธีพัฒนาให้เป็นระบบที่ครบถ้วน ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ ให้การทำธุรกรรมออนไลน์ออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด ซึ่งตอนนี้ รูปแบบของบล็อคเชนอย่าง DeFi ที่กำลังเป็นที่นิยม ซึ่ง DeFi นี้คืออะไร แล้วตอนนี้ประเทศไทยสามารถใช้ DeFi ได้หรือไม่

Cr: https://www.packagingdigest.com/

Blockchain ทำธุรกรรมผ่านโครงการ DeFi 

เนื่องจาก Blockchain มีหลักการทำงานของบล็อคเชนที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ DeFi เป็นรูปแบบของบล็อคเชน รูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีโครงการ DeFi เกิดขึ้นมากมาย เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จักว่า DeFi คืออะไร ข้อพิจารณาก่อนทำธุรกรรม DeFi เป็นอย่างไร 

DeFi คือ บริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนระบบบล็อคเชน ที่ไม่พึ่งพาตัวกลาง ใช้กลไกในการควบคุมการดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดผ่านสัญญาอัจาฉริยะ (Smart Contract) ซึ่งระบบการทำงานเช่นนี้ทำให้ DeFi เป็นระบบที่มีจุดเด่นเรื่องความน่าเชื่อถือ การทำงานอย่างถูกต้อง และความปลอดภัยของเทคโนโลยีหลัก ซึ่งแตกต่างจากบริการทางการเงินรูปแบบดั้งเดิมที่ความสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติงานของผู้ให้บริการอย่างสถาบันทางการเงิน 

ปัจจุบันโครงการ DeFi มีผู้ร่วมใช้งานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีกิจกรรมที่ครอบคลุมการให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การให้ยืมและยืมสินทรัพย์ดิจิทัล (Lending & Borrowing) ซึ่งผู้ทำธุรกรรมสามารถฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนและส่วนแบ่งจากการให้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลและค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล (Decentralized Exchange) ซึ่งเป็นการให้บริการแบบกระจายศูนย์ 

นอกจากนี้ทางระบบ DeFi จะไม่มีการเก็บรักษาสินทรัพย์สินของลูกค้า โดยผู้ทำธุรกรรมจะต้องเชื่อมต่อกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Wallet ของตนกับเว็บไซต์ผู้ให้บริการ เมื่อต้องการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลหรือกิจกรรม เช่น การบริการจัดการสินทรัพย์ หรือ Asser Management โดยให้บริการผ่านแพล็ตฟอร์มแบบกระจายศูนย์ และยังมีการออกแบบโทเคนดิจิทัล เช่น Liquidity Provider (LP) token, Governance Token หรือ Token อื่นๆ ให้แก่ผู้ที่ทำธุรกรรมในโครงการ DeFi ตลอดจนถึงการทำกิจกรรมอื่น เช่น ให้รางวัล ชิงโชค และ หลายโครงการยังมีการต่อยอดกิจกรรมเพื่อเพิ่มปริมาณธุรกรรมและส่งเสริมให้มีการใช้งาน Token ของโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ 

ทั้งนี้ระบบ DeFi ยังเป็นเรื่องใหม่และยังเป็นระบบที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ที่สนใจ DeFi ในประเทศ ควรจะต้องพิจารณาก่อนดำเนินการว่าธุรกรรมนี้เข้าข่ายการออกเสนอขายโทเคนดิจิทัล หรือเป็นการประกิบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องได้รับอนุญาตหรือไม่ ซึ่งทาง ก.ล.ต. เองก็มีการเคลื่อนไหวออกแถลงการณ์เกี่ยว DeFi แล้ว

Cr: https://currency.com/

ก.ล.ต. เตือนการทำธุรกรรมผ่าน DeFi ต้องทำตามกฎหมาย

เราก็พอจะทราบถึงข้อมูลของ DeFi ซึ่งเป็นรูปแบบของบล็อคเชนรูปแบบหนึ่ง กันไปบ้างแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าในประเทศไทยของเรา ถ้าคุณต้องการใช้งาน Blockchain โครงการ DeFi จะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง

ซึ่งทางด้าน ก.ล.ต เองก็ออกมาเตือนว่าการทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านโครงการ DeFi จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต และใบอนุญาตจาก รมต.คลัง ทั้งที่ทาง ก.ล.ต. เองก็ได้ออกหนังสือเตือนการทำธุรกรรม DeFi โดยระบุว่า ด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีการนำหลักการทำงานของบล็อคเชนเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมต่างๆ อย่างเช่น DeFi ซึ่งเป็นการบริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนระบบ Blockchain 

อย่างไรก็ตาม ตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 (พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) การออกโทเคนดิจิทัลต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ต้องเปิดเผยข้อมูลตามที่กำหนด และเสนอขายผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้ง ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (exchange) นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (broker) ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (dealer) ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (private fund management) และที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล (investment advisor) หากต้องการทำธุรกรรม DeFi จะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจตามประเภทที่ได้รับอนุญาต

รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนำโทเคนดิจิทัลที่ออกเสนอขายไปจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขาย จะต้องปฏิบัติตามกฎการคัดเลือกและจดทะเบียน (Listing Rules) ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. นอกจากนี้กิจกรรมอื่นๆ เช่น การให้กู้ยืม ให้รางวัล หรือชิงโชคต่างๆ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎด้วยเช่นกัน 

ท้ายที่สุดผู้ประกอบธุรกิจและผู้ซื้อขายควรศึกษาโครงการ DeFi ก่อนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในด้าน

เทคนิค ด้านความปลอดภัย รวมถึงข้อกำหนด เงื่อนไข และฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ 

Categories
หุ้น

นักลงทุนหุ้นไทยอ่วม! รัฐบาลซุ่มศึกษาแผนเก็บภาษี 0.11%

ไม่พูดถึงประเด็นร้อนในวงการ หุ้นไทย ไม่ได้แล้ว! เมื่อสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานข่าวว่า ประเทศไทยกำลังพิจารณาที่จะเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นจากนักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม งานนี้มีแววว่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลทั้ง 3 แห่งในแวดวงตลาดลงทุนต่างให้ข้อมูลที่ตรงกัน

https://www.freepik.com/free-photo/coins-bottles-with-trading-graph_5508872.htm#page=1&query=%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99&position=2 

การเลิกยกเว้นภาษีซื้อขายหุ้น แนวคิดนี้มีในวงการหุ้นไทยตั้งนานแล้ว!

แผนภาษีขายหุ้น ในวงการ หุ้นไทย ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะแนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ปี 2534 แล้ว โดยภาษีดังกล่าวจะเรียกเก็บที่ 0.11% สำหรับนักลงทุนที่มีปริมาณการซื้อขายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งแนวคิดนี้คล้ายกับภาษี Tobin ที่ใช้กับธุรกรรมทางการเงินที่คล้ายกับในอินเดียและไต้หวัน แหล่งข่าวยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

“รัฐบาลต้องการหาวิธีสร้างรายได้มากขึ้น แต่แผนนี้อาจทำให้นักลงทุนกลัว” 

แหล่งข่าวยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของวาระการปฏิรูปภาษีของรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น โดยหนึ่งในแผนการเก็บภาษีของไทยคือ การเก็บภาษีจากผู้มีอันจะกิน หรือภาษีคนรวยและอยู่ในขั้นตอนศึกษาแนวคิด ซึ่งยังไม่มีกรอบเวลาดำเนินการที่แน่นอน

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนของสถาบันในประเทศและต่างประเทศ แต่ นักลงทุนรายย่อย ยังคงได้รับการยกเว้นอยู่ โดยในปีนี้ดัชนีของ SET เติบโตขึ้นถึง 9%

นั่นจึงทำให้รัฐบาลเริ่มที่จะศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยในอดีต 

https://www.freepik.com/free-photo/market-share-competitor-excellent-growing-with-stocks_5598097.htm#page=2&query=%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99&position=23 

การเลิกยกเว้นภาษีซื้อขายหุ้นอาจส่งผลเสียกับตลาดหุ้นไทยมากกว่าที่คิด!

จากรายงานคำสัมภาษณ์ นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ขอออกความคิดเห็นกรณีที่ภาครัฐอยู่ระหว่างศึกษาเก็บภาษีขายหุ้น หากอ้างอิงจากสื่อต่างประเทศรอยเตอร์และบลูมเบิร์ก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจ จึงต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากที่สำนักข่าวรอยเตอร์และบลูมเบิร์กได้รายงานปัจจัยที่อาจเป็นลบกดดันตลาด หุ้นไทย ประเด็นภาครัฐกำลังพิจารณาเรียกเก็บภาษีการขายหุ้นที่ 0.11% สำหรับนักลงทุนที่ซื้อขายเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งภาษีดังกล่าวได้ถูกผ่อนผันมาตั้งแต่ปี 2534 โดยทีมกลยุทธ์คาดว่าน่าจะเป็นแผนปฏิรูปภาษีที่กำลังพิจารณาในขั้นต้นเท่านั้น แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน ต้องติดตามข่าวกันต่อไป

ทั้งนี้การเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นเป็นหนึ่งในแผนการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลและยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น รัฐบาลยังต้องศึกษาผลกระทบ และชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์รวมถึงต้นทุนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาแผนเก็บภาษีกับผู้มีความมั่งคั่งในไทยเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น และไม่มีกรอบเวลาดำเนินการที่แน่นอน น่ากลัวว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงจะเป็นนักลงทุนรายย่อยมากกว่าที่แม้ว่าตอนนี้จะยังได้รับข้อยกเว้นแต่ก็ยังค่อนข้างน่าเป็นห่วง

Categories
บทวิเคราะห์

ราคาทองขึ้น เหตุคนใช้สวัสดิการว่างงานเพิ่ม

ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง กับความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิต-19 ที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความไม่แน่นอนด้านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่มันยังส่งผลต่อ ราคาทอง ในตลาดอีกด้วย หลังมีรายงานว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้กระตุ้นแรงซื้อทองคําให้เพิ่มสูงขึ้น

https://www.freepik.com/free-photo/golden-abacus-with-chinese-rmb-gold-coins-as-background_1167935.htm#page=1&query=%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3&position=17 

ราคาทองผันผวน มีการขึ้น-ลงของราคาหลายปัจจัย!

จากความพยายามของคณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่ต้องการให้จีนแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัจจัยบวกดังกล่าว ส่งผลให้ ราคาทอง ลดลงเนื่องจากแรงซื้อทองคําในตลาดทองคำ โลกอ่อนตัวลง สืบเนื่องจากจีนละเมิดสิทธิมนุษยชน และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสอดส่องความเป็นส่วนตัวของประชาชนในมณฑลซินเจียง 

แต่ราคาทองโลกลงไปได้ไม่นานก็กลับขึ้นมาบวก เนื่องจากหลายๆ ปัจจัย อาทิ

  • แรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน 1.25% ท่ามกลางความวิตกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้าที่ระบาดหนักในหลายประเทศทั่วโลก
  • จำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น 11% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะยอดผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าในพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ สถานการณ์ดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย จนกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ร่วงลงอย่างหนัก ซึ่งช่วยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย
  • การเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ระดับ 373,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว
  • ซึ่งปัจจัยที่กล่าวมาทั้ง 3 ปัจจัยนี้ หนุนให้ทองคำราคาพุ่งแตะระดับสูงสุดที่บริเวณ 1,818.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    แนวรับ-แนวต้านราคาทองหลังจากนี้

    เนื่องจากความผันผวน ราคาทอง ที่ยังไม่แน่นอนอันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 แนวรับ-แนวต้านที่ tradingnews ให้คำแนะนำจึงยังไม่ตายตัวแน่นอน แต่คร่าว ๆ จะให้ช้อนซื้อ ราคาทองโลก ตอนยืนเหนือแนวรับ 1,795-1,783 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะมีโอกาสดีดตัวขึ้น หากหนือบริเวณ 1,818 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ การขยับขึ้นจะมีแนวต้านถัดไปที่ 1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

    โดยให้ทำการลงทุนใน ตลาดทองคำ แบบเน้นเก็งกำไรซื้อขายระยะสั้นก่อน หากราคาขยับขึ้นควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วนและถือเก็บไว้บางส่วนหากราคาทองคำไม่ผ่านโซน 1,818-1,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อที่ส่วนที่ผ่านได้จะสามารถถือต่อไปได้แบบยาว ๆ นี่เป็นเพียงบทวิเคราะห์จาก tradingnews โดยอิงจากสถานการณ์ตลาดทองโลกช่วงนี้เท่านั้น ยังไม่รวมปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมาจนส่งผลกระทบกับราคาทองคำอีก