Categories
blockchain

Blockchain กับ Bitcoin เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ในช่วงปีนี้เรียกว่าธุรกรรมการเงินออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยื่งการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ซึ่งเป็นตัวเร่งทำให้ทั่วโลกต่างทำธุรกรรมการเงินออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเมื่อทำธุรกรรมการเงินออนไลน์หลายคนคงเริ่มรู้จัก เทคโนโลยี Blockchain เรียกว่าได้รับความนิยมอย่างมาก แล้วจะต้องมีอีกคำที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยนั่นก็คือ Bitcoin ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่าทั้ง 2 อย่างนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร เราเตรียมข้อมูลมาให้คุณแล้ว

Cr: https://finserving.com/ 

Blockchain กับ Bitcoin มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

Blockchain ถ้าแปลแบบตรงๆ บล็อก (Block) คือ การเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่งที่สามารถให้คุณแบ่งเป็นส่วนๆ และนำมาร้อยต่อกันไปเรื่อยๆ เหมือนโซ่คล้อง (Chain) โดยหลักการทำงานของบล็อคเชน เราจะต้องเข้ารหัสทางคอมพิวเตอร์เพื่อความปลอดภัย ซึ่งทำให้ข้อมูลถูกเก็บ ณ เวลาใด มีการแก้ไขข้อมูลตอนไหน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งและกระจายเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ในเครือข่าย Blockchain

จึงทำให้หลักการทำงานของบล็อคเชนที่ถูกเขียนลงไป จึงมีความน่าเชื่อถือ เพราะทุกคนที่อยู่ในเครือข่ายจะเห็นการเปลี่ยนแปลงพร้อมๆกัน ซึ่งถ้าใครต้องการแก้ไขก็ต้องใช้วิธีไปแก้ในคอมพิวเตอร์เครื่องของทุกคนที่อยู่ในเครื่อข่ายนั้น ซึ่งอาจจะยุ่งยากหน่อยสำหรับเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ 

ทั้งนี้ Bitcoin คือ สกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับทาง Blockchain ตรงที่ Blockchain คือ เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของข้อมูล แต่ Bitcoin คือ สกุลเงินบนโลกดิจิทัล แต่ทั้ง 2 อย่างก็ไม่ได้มีความหมายเดียวกัน แต่โมเดลของ Bitcoin มีความจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี Blockchain เพื่อให้การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลนี้มีความปลอดภัย 

และด้วยระบบบล็อคเชนมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างดีเยี่ยม ดังนั้นจึงมีความเกี่ยวข้องได้กับทุกอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ได้เป็นระบบที่ใช้งานกับธุรกรรมออนไลน์เท่านั้น โดยบล็อคเชนยังเหมาะกับประเภทธุรกิจอื่นอีก 

Cr: https://www.information-age.com/ 

  • ธุรกิจการเงิน : เป็นธุรกิจแรกๆ ที่บล็อคเชนถูกพัฒนามาเพื่อใช้งาน ตัวอย่างเช่น โครงการอินทนนท์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะใช้บล็อคแเชนมาแทนเครือข่ายเเน็ตที่มช้ระหว่างธนาคาร หรือแม้กระทั่งโครงการ JFIN ของทางเจมาร์ท (JMART) ที่นำบล็อคเชนจัดการเรื่องข้อมูลลูกค้าและ Credit Score บนระบบกู้ยืมทางออนไลน์ ซึ่งบล็อคเชนนี้ถือเป็นโอกาสใหม่ของคนไทยส่วนใหญ่ที่ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีที่ให้บริการทางการเงิน ต้องไปใช้บริการกู้เงินนอกระบบแทน
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ : ในหลายๆ ประเทศ เช่น มอลต้า อังกฤษ UAE มีการนำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลแทนโฉนด (Land Registry) หรือการนำบล็อกเชนมาช่วยในการแบ่งการเป็นเจ้าของ ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานมากขึ้น (Asset Tokenization)
  • ธุรกิจโรงพยาบาล : โครงการ Medrec ของทาง MIT หรือ SimplyVital ที่นำบล็อกเชนมาเก็บข้อมูลการรักษาของคนไข้ เพิ่มความโปร่งใส และความปลอดภัย ซึ่งในเมืองไทยก็มีของบริษัท Smart Contract Thailand ที่ทำเรื่องนี้ หรือ FarmaTrust การนำบล็อกเชนมาช่วยตรวจสอบที่มาของยาแต่ละชนิด ป้องกันการปลอมแปลง
  • ธุรกิจค้าปลีก – Wallmart ได้มีโครงการนำข้อมูลอาหารที่ขายมาเก็บเพื่อดูสายการผลิตจากโรงงานมาถึงชั้นวางของ หรือ Singapore Airline ก็ได้นำบล็อกเชนมาใช้บน loyalty point KrisFlyer เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้เห็นข้อมูลทั่วกัน 
  • ธุรกิจพลังงาน – Power Ledger ธุรกิจ Startup จากออสเตรเลีย ก็ได้ขยายมาที่เมืองไทยเพื่อพัฒนาการซื้อขายพลังงานแบบ Peer to peer โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือ WePower บริษัทจาก Estonia ก็ทำเรื่องคล้ายๆ กันแต่เน้นไปทางพลังงานทดแทนเป็นหลัก
  • ธุรกิจการศึกษา – MIT Media Lab และประเทศมอลต้า ได้มีการออกปริญญาบัตร Certificate และก็ Transcript บนเทคโนโลยีบล็อกเชนเรียบร้อยแล้ว
  • ซึ่งนอกจากหลักการทำงานของบล็อคเชน และเราคงเข้าใจแล้วว่าทั้ง Blockchain และ Bitcoin ไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน แต่มีความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพาต่อกัน เพราะฉะนั้นนอกจากนี้เราเลยมีประเภทของบล็อคเชนมาให้ด้วย

    Cr: https://www.marketingoops.com/ 

    3 ประเภทของบล็อคเชน 

    • Public Blockchains

    มาเริ่มประเภทบล็อคเชนอันแรกกันก่อน ซึ่งเป็นบล็อคเชนที่เปิดให้ทุกคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระ โดยใช้ Proof of Work (POW) Algorithm โดยข้อมูลที่อยู่ในประเภทบล็อคเชนนี้คือ Bitcoin, Ethereum, Litecoin 

    • Private Blockchain

    เป็นรูปแบบบล็อคเชนแบบปิดสำหรับใชังานภายในองค์กรกันเองอาจจะเป็นบริษัทในเครือเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าถึง Blockchain ได้ ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่มีขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ก็สามารถใช้บล็อคเชนนี้ได้ 

    • Consortium Blockchains หรือ Federated 

    เป็นการผสมกันระหว่างแบบ Publish และ Private เข้าด้วยกัน โดยแนวคิดนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากองค์กรต่างๆ มีลักษณะธุรกิจเหมือนกันและต้องรับส่งแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่แล้ว มาราวมกันตั้งสิ่งที่เรียกว่า Consortium ขึ้นมา อย่างเช่น ธนาคารที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการโอนเงินกับภายในสมาคมธนาคารด้วยกัน และธนาคารที่จะเข้ามาร่วมวงจะต้องได้รับอนุญาตจากตัวแทนก่อน ถึงจะเข้ามาใช้งานได้ ซึ่งยังคงคอนเซ็ปเรื่องความปลอดภัยเป็นหลักเช่นเคย 

    เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูล Blockchain ทั้งเรื่องความเกี่ยวกับ Bitcoin หลักการทำงานของบล็อคเชน และ ประเภทบล็อคเชน แต่เนื่องจากเทคโนโลยีบล็อคเชนจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากคุณต้องการเข้าใจคุณจำเป็นต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้คุณพลาดข่าวการเปลี่ยนแปลงแม้แต่อย่างเดียว 

    Categories
    บทวิเคราะห์

    ไปต่อไม่ไหว! บิทคอยน์อยู่ที่ 33,400 ดอลลาร์ ก่อนการปลดล็อคเหรียญของ Grayscale

    นิ่งสยบทุกความเคลื่อนไหวกับ บิทคอยน์ ที่ราคาตอนนี้ยังหยุดอยู่ที่ระดับ 33,000-34,000 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับเหรียญ Altcoin อื่น ๆ ในตลาดที่ตอนนี้ยังคงอยู่ในระดับราคาเดิมมาหลายวันติด โดยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา Bitcoin ได้มีการทดสอบราคาที่ $35,000 แต่ล้มเหลว ไม่สามารถฝ่าด่านแนวต้านที่สำคัญไปได้ จนทำให้มันต้องถูกเทขายและร่วงลงมาอีกในไม่กี่วันถัดมา โดยราคานั้นได้ร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 32,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว

    https://www.freepik.com/free-photo/indian-bitcoin-trader-checking-stock-trading-data-analysis-concept-working-office-with-financial-graph-computer-monitors_9314178.htm#page=1&query=bitcoin&position=43 

    บิทคอยน์นิ่ง เหตุจากการปลดล็อคหุ้น Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ของทาง Grayscale

    เรียกได้ว่าเป็นเรื่องชวนอกสั่นขวัญผวาอยู่เนือง ๆ สำหรับข่าวการปลดล็อคหุ้น Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ของทาง Grayscale ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และจะเป็นการปลดล็อกที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ จริงอยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอเรนซีหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ บิทคอยน์ เอาไว้ว่า การปลดล็อกเหรียญบิทคอยน์ ที่ Grayscale เก็บไว้จะทำให้ราคาตกได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นคนจะช้อนซื้อมันใน ราคาบิทคอยน์ ที่ถูกเพื่อถือเก็บยาว ๆ 

    Alex Mashinsky ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Celsius ออกมาเปิดเผยวว่า “นี่คือโอกาสที่ดีที่จะเข้าช้อนเหรียญบิทคอยน์ราคาถูกที่ทาง Grayscale ปล่อยออกมาในสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ เพราะหลังจากนั้นไปในในระยะยาวบิทคอยน์สามารถเข้าสู่ภาวะกระทิงได้ โดยเขาคาดว่ามันจะไต่ราคาขึ้นไปสูงถึง $140,000 – $160,000 เลยทีเดียว” 

    https://www.freepik.com/free-photo/bitcoin-is-new-concept-virtual-money-graphics-digital-background-coins-with-image-letter-b_10107475.htm#page=1&query=cryptocurrency&position=0 

    บิทคอยน์ราคาตกกระทบต่อเป็นทอด ๆ ทำเหรียญ Altcoin นิ่งตาม

    จากการปลดล็อคหุ้น Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) ของทาง Grayscale ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ และจะเป็นการปลดล็อคที่ใหญ่ที่สุด ทำให้จนถึงตอนนี้โวลุมการซื้อขายยังคงต่ำอยู่ ซึ่งการที่ บิทคอยน์ ราคาตกแบบนี้ได้ส่งผลกระทบไปถึงเหรียญ Altcoin อื่น ๆ ให้นิ่งตามไปด้วย หากลองดูที่ตลาด Altcoin ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจะเห็นว่ามันค่อนข้างจะมีลักษณะใกล้เคียงกับเหรียญตัวท็อป โดยเฉพาะ ETH ที่มีราคาร่วงลงมาต่ำกว่า 2,100 ดอลลาร์แล้ว

    นอกจากนี้ Cardano, Ripple, Polkadot และ Bitcoin Cash เอง ก็มีราคาลดลงเล็กน้อยด้วย ส่วน Dogecoin นั้นดูเหมือนว่าจะลดลงมากที่สุดที่ 3% เรียกได้ว่าเป็นเหรียญที่ช่วงนี้ลงอย่างเดียว ราคาขึ้นน้อยมาก ส่วน Uniswap นั้นร่วงลงมาต่ำกว่า 20 ดอลลาร์ ขณะที่ Solana ปรับฐานมากกว่า 4% จนต่ำกว่า 32 ดอลลาร์ ส่วน Binance Coin และ Litecoin เป็นเพียง 2 เหรียญในไม่กี่ตัวที่ยังเป็นสีเขียวอยู่

    ขณะที่ Altcoin ที่มี marketcap ต่ำนั้นดูเหมือนว่าจะมีความนิ่งอย่างมาก ยกเว้น Stack ที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นไปแตะ 1.40 ดอลลาร์อย่างรุนแรง ขณะที่เหรียญอื่น ๆ อย่าง Telcoin นั้นดูเหมือนว่าจะลดลงมากที่สุด (-14%) รองลงมาคือ Revain (-10%), Axie Infinity (-8%) และ Huobi Token (-6%) งานนี้สรุปได้ว่าใครที่จะซื้อ เหรียญบิทคอยน์ Tradingnews มองว่ารอดู ราคาบิทคอยน์ อีกที่หนึ่งก่อนค่อยเข้าจะดีกว่า เรียกได้ว่าอาทิตย์หน้าทั้งอาทิตย์คือสัปดาห์เฝ้าระวังเลยก็ว่าได้ โดยราคาที่ควรเข้าอยู่ที่ 30,000 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่านั้น ส่วนราคาที่ควรขายคาดว่าจะอยู่ที่ 140,000-160,000 ดอลลาร์

    Categories
    บทวิเคราะห์

    เปิดโผ 3 หุ้นไทยขนาดเล็ก แต่แนวโน้มกำไรดี!

    บล.กสิกรไทยได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หุ้นไทย ขนาดเล็กที่มีแนวโน้มกำไรดี น่าซื้อ มี 3 ตัวด้วยกัน นั่นก็คือ ASK ที่มีกำไรปี 64 เติบโต 33%, CHAYO ซึ่งมีกำไรเติบโตถึง 58% และ EPG ที่กำไรเติบโตถึง 28% งานนี้หุ้นแต่ละตัวมีปัจจัยอะไรบ้างที่หนุนการเติบโตให้กำไรเพิ่มสูงขึ้นบ้าง บทความนี้มีคำตอบ!

    https://www.freepik.com/free-photo/stock-market_ 

    3 หุ้นไทยขนาดเล็ก ที่มีปัจจัยหนุนให้กำไรโต!

    1. หุ้น ASK

    สำหรับ หุ้นไทย ตัวแรก YoY ประเดิมที่ ASK โดยมองว่ากำไรปีนี้อยู่ที่ 1.17 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 33% ส่วนปี 65 จะอยู่ที่ 1.45 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 23.7% ส่วนปี 66 จะอยู่ที่ 1.65 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 13.3% ซึ่งปัจจัยหนุนการเติบโตด้านกำไรที่สำคัญนั้นมาจาก

  • การเติบโตที่แข็งแกร่งของสินเชื่อ 24.4%ในปี 64 และสัดส่วน 21.6% ในปี 65 จากขาขึ้นของอุปสงค์รถบรรทุก
  • ขาขึ้นของ loan yield เนื่องจาก ASK หันไปมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มี yield สูงขึ้น
  • การเติบโตในธุรกิจรายได้ที่มีใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR)ปี 64-66 ที่ 22%
  • ทั้งนี้ ยอดขายรถบรรทุกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น 50.4% YOY ใน1Q64 แม้ราคาหุ้นในปัจจุบันจะปรับเพิ่มขึ้นไป 54% YTD แต่ยังถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับหุ้นการลงทุนอื่นในกลุ่มที่ PER และ PBV ปี 64 ในระดับ 16.0 เท่า และ 2.1 เท่า 

    2. หุ้น EPG

    สำหรับ EPG คาดรายงานกำไรปี FY65 ที่เติบโตขึ้น 33% นั้นมีปัจจัยมาจาก

  • ธุรกิจฉนวนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการลงทุนในสหรัฐฯ
  • ยอดขายยานยนต์ในตลาดโลกที่เติบโตขึ้น ซึ่งจะหนุนธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ของ EPG 
  • การใช้บริการจัดส่งอาหารมากขึ้น คาดว่าจะกระตุ้นธุรกิจ บรรจุภัณฑ์อาหารในประเทศของ EPG ขึ้นได้
  • ทั้งนี้เชื่อว่ากำไรสุทธิโตรมาส 4/FY64 ที่ต่ำกว่าคาดว่าเป็นเพียงการสะดุดในระยะสั้นเท่านั้น โดยการดำเนินงานโดยรวมของ EPG จะยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากอุปสงค์ที่สะสมจากช่วงก่อน (pent-up demand) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการปรับเพิ่มราคาขายสินค้าบางอย่างขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับราคาปิโตรเคมี โบรกเกอร์จึงคาดว่ารายได้และกำไรไตรมาส1 /FY65 จะเติบโตขึ้นทั้ง YOY และ QOQ ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่ปรับลดลงไป 7% เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2564 คือโอกาสอันดีที่คุณจะสะสมและถือยาว ๆ 

    3. หุ้น CHAYO 

    จากรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในปี 64-66 ในกลุ่ม AMC ที่โบรกเกอร์วิเคราะห์อยู่ คาดว่า CHAYO จะรายงานกำไรสุทธิที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 31 % ระหว่างปี 64 มาอยู่ที่ 245 ล้านบาท ปี 65 ที่ 310 ล้านบาท และปี 66 อยู่ที่ 347 ล้านบาทด้วยแรงขับเคลื่อนหลักจาก

  • การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากทั้งพอร์ต NPL ที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันจากการเก็บเงินสดที่เพิ่มขึ้นและพอร์ตสินเชื่อที่ใหญ่ขึ้น
  • ความสามารถในการทำกำไรที่มากขึ้น
  • โดยกำไรสุทธิปี 64-65 มี upside หลัก 2 รายการ คือ CHAYO JV (CHAYO ถือหุ้นอยู่ 55%) จะเริ่มดำเนินธุรกิจในช่วงต้น มิ.ย. 64 ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1.8 พันล้านบาทในพอร์ต NPL ที่มีหลักประกันขนาดใหญ่ และจากฐานเงินทุนที่ 1.8 พันล้านบาท คาดว่า ROE ของ CHAYO JV จะอยู่ในระดับเดียวกับของ CHAYO ในกรอบ 10-15% และคาดจะสร้างส่วนแบ่งกำไรให้กับ CHAYO ที่กรอบ 99-149 ล้านบาท

    https://www.freepik.com/free-photo/stack-five-rows-coins_

    ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยทั้ง 3 ตัว

    โบรกเกอร์ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ หุ้นไทย ทั้ง 3 ตัว เอาไว้ดังนี้

  • หุ้น ASK ให้ซื้อที่ราคาเป้าหมายเดิมสำหรับกลางปี 65 ที่ 44.7 บาท แม้ราคาหุ้นจะเพิ่มไปแล้ว 7% แต่จากการวิเคราะห์ ASK ก็ยังมีมูลค่าซื้อขายที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • หุ้น EPG จากกลยุทธ์การลงทุนควรซื้อด้วยราคาเป้าหมายเดิมปี FY65 (มี.ค. 65) ที่ 14 บาท โดยโบรกเกอร์มองว่าทิศทางการเติบโตของบริษัทฯ และทั้งอุตสาหกรรมยังอยู่ในแนวบวก
  • หุ้น CHAYO จากรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในปี 64-66 ในกลุ่ม AMC ทำให้ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 19.40 บาท จากเดิม 17.20 บาท จึงควรซื้อเก็บไว้
  • Categories
    คริปโตเคอเรนซี่

    บิทคอยน์ ร่วงหนัก ราคาตกอย่างรุนแรง ทำเอานักขุดเหรียญกังวล

    ในช่วงวัน 2 วันมานี้ ราคา บิทคอยน์ ร่วงหนัก ราคาตกอย่างรุนแรงในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ทำเอานักขุดเหรียญ บิทคอยน์ หลายคนเป็นกังวลเรื่องอย่างยิ่ง จนถึงขั้นที่นักวิเคราะห์หลายรายบอกว่า หรือนี้คือจุดจบของการขุดเหรียญแล้ว ซึ่งราคาบิทคอยด์ปัจจุบันที่เป็นอยู่จนทำให้หลายคนระแวงนั้นมันคือราคาที่เท่าไหร่ แล้วสาเหตุอะไรที่ทำให้ราคาบิทคอยน์ตกลงขนาดนี้ 

    Cr: https://www.foxbusiness.com/

    บิทคอยน์ราคาร่วงหนัก ทำให้เหล่านักเทรดตกใจ

    ราคาบิทคอยน์ปัจจุบัน ในตอนนี้ดูเหมือนจะทำให้เหล่านักขุดเหรียญบิทคอยน์ต้องขวัญผวา เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ราคาบิทคอยนด์ เพิ่งร่วงลงไปถึงระดับ 31,300 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนราคาที่รุนแรงอย่างมาก โดยกราฟ BTCUSD จาก TradingView เผยให้เห็นราคาขแง BTC ร่วงลงมาถึงจุดที่ต่ำที่สุดในวันนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแรงการซื้อนั้นหดหายไปจากตลาด 

    ทั้งนี้ทาง Grayscale กำฃลังเตรียมปลดล็อคกว่า 16,000 BTC ช่วงกลางเดือนหน้า จนทำให้นักเทรดเกิดอาการหวั่นวิตกและแห่ขายเหรียญของพวกเขา นอกจากนี้ในช่วงเช้าของเมื่อวานดัชนีหุ้น Dow Jones Futures ยังโดนเทขายต่อเนื่อง ปิดลบกว่า 250 จุดอีกด้วย หลังจากที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า FED นั้นอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด

    นอกจากปัจจัยเหล่านี้แล้วตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาบิทคอยน์ตกลงขนาดนี้ สาเหตุมาจาก Elon Musk หลังจากที่บริษัท Tesla ของ Elon Musk ออกมาประกาศยกเลิกการรับชำระเงินด้วย บิทคอยน์ในวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าราคาบิทคอยน์ขายของ BTC ร่วงลงมาถึง 14% รวดเดียว เรียกได้ว่า Elon Musk เองก็เป็นบุคคลที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเหรียญดิจิทัลอย่างยิ่ง เพราะก่อนหน้าที่ บิทคอยน์ จะเป็นที่นิยม Elon Musk เองก็เป็นคนที่บอกว่า Bitcoin เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่เมื่อ Elon Musk แจ้งว่าทาง Tesla จะไม่ใช้สกุลเงินนี้แล้ว ทำให้ราคาตกลงอย่างรวดเร็ว

    รวมไปถึงที่ประเทศจีนเองก็มีมาตรการกวาดล้างเหมืองขุด Bitcoin อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นมณฑลยูนนาน ที่เป็นเหมืองขุดขนาดใหญ่อันดับ 4 ของประเทศจีน และมีการกวาดล้างเหมืองขุดที่มณฑลเสฉวนที่เป็นเหมืองขุดขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศจีน เนื่องจากการขุดจะต้องใช้คอมพิวเตอร์และต้องใช้พลังงานถ่านหิน ซึ่งตามกฎหมายของจีนถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างมาก จึงทำให้สถานที่สำหรับขุดเหมืองหายไป และส่งผลกระทบต่อ ราคาบิทคอยน์ ด้วย 

    รวมไปถึงสัญญาณขาลง Death Cross ในชาร์ตรายวัน ซึ่งเป็นการตัดกันระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 100 วัน และราคายังหลุดแนวรับสำคัญที่ 30,000 ดอลลาห์ ซึ่งเป็นระดับราคาทางจิตวิทยาอีกด้วย 

    Cr:https://moneymorning.com/ 

    นักวิเคราะห์บิทคอยน์ ออกมาโต้ว่าไม่มีอะไรหยุดยั้ง Bitcoin ได้

    ทั้งนี้ก็มีนักวิเคราะห์ชื่อดังในทวิตเตอร์ Plan B ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับราคาบิทคอยน์ปัจจุบัน ว่าภายในปี 2021 บิทคอยน์ จะยังคงบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ในปัจจุบันเหรียญ BTC จะยังมีการซื้อขายกันตามสถานการณ์ไปจนถึงเดือนตุลาคม 

    ซึ่งทาง Plan B ได้แสดงความคิดเห็นว่าสิ่งที่ทำให้มูลค่าราคาบิทคอยน์จะร่วงลงในปัจจุบันเป็นเพราะการปล่อยข่าว FUD เกี่ยวกับพลังงานของ Elon Musk และการปราบปรามการทำเหมืองของอุตสาหกรรมขุด บิทคอยน์ จากประเทศจีนที่ยังคงเข้มข้นอยู่ในขณะนี้ 

    โดยทวีตของ Elon Musk ทำให้ราคาอยู่ในช่วงขาลง มีแรงกดดันให้ขายเพิ่มมากขึ้น ทำให้มูลค่าในการซื้อขายร่วงแตะระดับต่ำสุดที่ 30,000 ดอลลาร์ ถึงแม้ว่ามูลค่าการซื้อขายจะมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในภายหลัง แต่ก็ต้องมาเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่ทางรัฐบาลจีนได้ของปฏิบัติปราบปรามการทำเหมืองในประเทศจีนอย่างจริงจัง ก็เลยทำให้ราคาบิทคอยน์ตกต่ำ จนถึงขั้นที่ใครหลายคนบอกว่าเป็นจุดจบเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตามต้องมีข่าวดีสำหรับวงการนี้ เพราะประเทศเอลซัลวาดอร์ได้ช่วยให้ราคามีการฟื้นตัวเล็กน้อย

    ซึ่งในด้านของ Plan B เองก็ได้ทวีตข้อความแสดงความคิดเห็นเรื่องการเคลื่อนไหวของราคาบิทคอยน์ปัจจุบัน มีความคล้ายคลึงกับตอนเมษายนปี 2013 มูลค่าการซื้อขายของบิทคอยน์ได้แตะระดับสูงสุดที่ 259 ดอลลาร์ ก่อนที่จะร่วงลงระดับสูงสุดถึง 75% เป็นเวลาสามเดือน และเดือนพฤศจิกายน 2013 มูลค่าการซื้อขายพุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ที่ 959 ดอลลาร์ ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดหมี 

    ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังไม่สามารถทราบได้ว่าจุดตกต่ำของราคาบิทคอยน์จะตกไปอีกเท่าไหร่ หรือมีปัจจัยที่เป็นตัวเร่งทำให้ราคาตกลงเรื่อยๆ อย่างก็ตามเหล่านักขุด บิทคอยน์ ก็คงต้องเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิดกับ ราคาบิทคอยน์ปัจจุบัน เพื่อที่คุณจะได้วางแผนจัดการการลงทุนเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ให้ดี 

    Categories
    บทวิเคราะห์

    หุ้นไทย ปิดลบ วิตกเปิดเมืองไม่แน่นอน เงินทุนไหลออก GDP กดบาทอ่อนค่าหนัก

    หุ้นไทยช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เข้าขั้นวิกฤตอย่างหนัก เพราะวันนี้ 23 มิถุนายน 2564 ปิดลบ 7.15 จุด หลุด 1,600 ซึ่งสัญญาณการปิดลบแบบนี้ ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่ปิดลบ เพราะแท้จริงแล้วตลาดหุ้นไทยเองก็ส่อแววปิดลบมาสักพัก ซึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้กราฟหุ้นไทยปิดลบมีหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งนี้ทางเราได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่ทำให้หุ้นไทยปิดลบมากถึงขนาดนี้

    Cr: https://today.line.me/

    หุ้นไทยปิดลบ 1.90 สัญญาณเป็นลบ เพราะเปิดเมืองไม่แน่นอน

    เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น หุ้นไทยต้องเผชิญกับสภาวะกราฟหุ้นไทยตก ปิดที่ระดับ 1,599.23 จุด ลดลง 1.90 จุด (-0,12%) มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 81,592.73 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ จนช่วงท้ายตลาดฯดัชนีฯเคลื่อนไหวในแดนลบ โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,613.66 จุด และระดับต่ำสุด 1,598.56 จุด ในส่วนของหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 564 หลักทรัพย์ ลดลง 916 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 537 หลักทรัพย์ 

    ทั้งนี้ทางด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์ เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้มีการอ่อนตัวลง โดยสิ่งที่มากระทบ หรือที่เป็นปัจจัยทำให้ปิดลบนั้นก็เพราะความกังวลเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้เห็นแรงขายในตลาดเอเชีย ทั้งตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และตลาดหุ้นไต้หวัน ทำให้มีความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออก 

    ทั้งนี้ทางนักลงทุนได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นในกลุ่มปิโตเคมี และสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากที่ผ่านมาได้ให้น้ำหนักการลงทุนเอาไว้ค่อนข้างสูง และในครึ่งปีหลังราคาผลิตภัณฑ์หลายตัวเองก็เริ่มชะลอตัว ทำให้กำไรในครึ่งปีหลังด้อยกว่าครึ่งปีแรกมาก ซึ่งทำให้นักลงทุนคิดเรื่องปัจจัยเสี่ยงนี้และทำให้ลดน้ำหนักแก่การลงทุน แล้วโยกการลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่ม ห้างสรรพสินค้า, ท่องเที่ยว สายการบิน และโรงพยาบาลขนาดใหญ่

    ซึ่งดัชนีกราฟหุ้นไทยได้ไหลลงมาต่ำกว่าระดับ 1,606 จุด ทำให้เป็นสัญญาณลบ และมีแนวทดสอบถัดไปที่ 1,580 จุด ถ้าหลุดอีกก็จะทำให้ตลาดฯเข้าสู่การปรับฐาน ดังนั้นดัชนีฯ วันที่ 23 มิถุนายน ควรจะปิดเหนือระดับ 1,606 จุด มิฉะนั้นจะมีแนวรับทดสอบถัดไปที่ 1,550-1,520 จุด ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชียเองเคลื่อนไหวในแดนบวก ในขณะที่ตลาดฝั่งยุโรปส่วนใหญ่ติดลบกันเล็กน้อย 

    Cr: https://today.line.me/

    หุ้นไทยยังคงปิดลบ 7.15 จุด หลุด 1,600 GDP กดบาทอ่อนค่าหนัก

    ในวันที่ 23 มิถุนายน หุ้นไทยปิดลบ 1,592.08 จุด ลดลง 7.15 จุด (-0.45%) มูลค่าการซื้อขาย 77,735.03 ล้านบาท ซึ่งกราฟหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวก-ลบ จนมาถึงช่วงท้ายตลาดหุ้นไทย ดัชนีได้ไหลลงเรื่อยจนปิดตลาดในแดนลบและหลุดแนว 1,600 จุด โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,606,39 จุด และระดับต่ำสุด 1,590.63 จุด ซึ่งทางด้านตลาดหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 364 หลักทรัพย์ ลดลง 1,226 หลักทรัพย์และไม่เปลี่ยนแปลง 460 หลักทรัพย์ 

    ทั้งนี้ทางด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนายการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล. โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลง หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายเงิน (กนง.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้แค่ 1.8% และปี 2565 นี้อาจขยายตัวลดลงเหลือ 3.9% สะท้อนการฟื้นตัวชะลอลง และยังคาดว่าปีนี้ไฟลพลิกขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมคาดว่าจะเกินดุล 1.2 พันล้านดอลลาร์ 

    โดยทาง กนง. ยังกังวลเรื่องการท่องเที่ยวฟื้นช้ากว่าที่คาดเอาไว้ เนื่องจากมีการเลื่อนฉีดวัคซีน และจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศยังไม่ลดลง อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากการชุมนุมทางการเมือง จึงทำให้มีการปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดเหลือ 7 แสนคนในปีนี้ จากเดิมคาดว่าอยู่ที่ 3 ล้านคน ทั้งนี้จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูตลาดหุ้นไทยต่อไป 

    ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชียก็มีการเคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นตลาดในกลุ่ม TIP ที่ติดลบ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอินเดียที่ติดลบมาตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ยังคงรุนแรง ส่วนตลาดหุ้นยุโรปช่วงนี้มีการแกว่ง Sideway Down ราว 0.3-0.4% 

    Categories
    blockchain

    รันวงการ Blockchain เมื่อธนาคาร Sygnum เปิดให้บริการเป็นเจ้าแรก!

    กลายเป็นข่าวร้อนที่น่ายินดีไปเรียบร้อยแล้วสำหรับวงการ Blockchain เมื่อธนาคาร Sygnum ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ออกมาประกาศตัวว่าเป็นธนาคารสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นธนาคารแห่งแรกในโลกที่นำเสนอบริการฝากเหรียญ (stake) Ethereum 2.0 ผ่านแพลตฟอร์มของธนาคารในระดับสถาบัน โดยชูผลตอบแทนนักลงทุนมากถึง 7% ต่อปี

    Blockchain

    CR: https://cryptosiam.com/eth-2-0-go-live-sooner-than-expected/

    Ethereum 2.0 ตัวช่วยที่จะทำให้การทำธุรกรรมบน Blockchain ปลอดภัยกว่า!

    พูดกันตามตรงธนาคาร Sygnum กำลังเผชิญกับการแข่งขันจากผู้ให้บริการ Stake ที่เป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลเองและแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลแบบรวมศูนย์ ซึ่งรวมถึงบริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกาอย่าง Coinbase และ Kraken ด้วย แต่ท้ายที่สุดธนาคาร Sygnum ก็ได้ข้อสรุปการเลือกผู้ให้บริการ Stake เป็น Ethereum 2.0 

    Thomas Brunner หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการดูแลของ Sygnum Bank กล่าวว่า การเลือกใช้ Ethereum 2.0 จะทำให้การทำธุรกรรมบน Blockchain ปลอดภัยกว่า โดยลูกค้า Sygnum สามารถเข้าร่วมใน Ethereum proof-of-stake ซึ่งเปิดให้บริการใหม่นี้ได้ และจะได้รับประโยชน์จากผลตอบแทนที่อาจสูงขึ้นในขณะนี้ นี่น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ใช้บริการด้านการเงินแบบ DeFi ซึ่งอยู่ในระบบนิเวศของ Ethereum

    โดยเหตุผลที่ทำให้ Ethereum 2.0 ปลอดภัยกว่า คุ้มค่ากว่า ต้องบอกก่อนว่า Ethereum 2.0 ใช้ทรัพยากรพลังงานน้อยกว่า Ethereum 1.0 ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้พลังการคำนวณสูงๆ เพื่อแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ในแง่ของความปลอดภัยมันยังทำงานได้ดีกว่าเดิมด้วย ที่สำคัญกว่านั้น Ethereum 2.0 ยังสามารถใช้งานกับระบบขนาดใหญ่ที่มีธุรกรรมจำนวนมากได้ดีกว่าแบบเดิม นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคาร Sygnum เลือกใช้บริการกับ Ethereum 

    Blockchain

    https://www.freepik.com/free-photo/two-businessmen-holding-business-icon-big-ethereum-isolated-white-background-cryptocurrency-bitcoun-litecoin-e-commerce-finance-concept-collage_10250638.htm#page=1&query=Ethereum&position=1

    Ethereum ผู้ให้บริการการทำธุรกรรมบน Blockchain ที่เป็นรองแค่ Bitcoin

    Ethereum คือ เครือข่าย Blockchain ที่เป็นแพลตฟอร์มสัญญาอัจฉริยะชั้นนำที่เป็นรองแค่ Bitcoin มีมูลค่าทางตลาดมากกว่า 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงินแบบกระจายอำนาจ หรือ DeFi ส่วนใหญ่ทำงานบน Ethereum ปัจจุบัน Ethereum มีพื้นที่ DeFi เติบโตสูง ว่ากันว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อกใน DeFi เติบโตขึ้นมากกว่า 3 เท่าตั้งแต่เริ่มต้นปี 2564 (ข้อมูลจาก DeFi Pulse)

    จากการเปิดเผยข้อมูลของ Staking Rewards พบว่า ปัจจุบัน Eth2 เป็นเครือข่าย Proof-of-Stake ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ด้วยมูลค่าการ Stake อยู่ที่ 13.5 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าจะมีเพียง 5% ของอุปทาน Ether ในปัจจุบันที่ถูกล็อกเพื่อ Stake ขณะเดียวกัน Cardano หรือ ADA ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ด้วยมูลค่าการ stake ที่ 31.8 พันล้านดอลลาร์และ 70.7% ของอุปทาน ADA ถูกล็อคอยู่ในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตามการ stake นั้นนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเฟสแรก บนแผนงานของ Ethereum 2.0 ที่เริ่มเปิดให้นักลงทุนระยะยาวใช้งานจริงในเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ด้วยการเปิดตัว Beacon Chain ซึ่งจะเริ่มทยอยการอัปเกรดเต็มรูปแบบ โดยคาดว่าจะใช้เวลามากกว่า 1 ปีจึงจะเสร็จสมบูรณ์ โดยบล็อกเชนใหม่นั้นได้รับการทดสอบและพิสูจน์แล้วว่ามีเสถียรภาพ และมีมูลค่า Ethereum มากกว่า 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ถูก Stake ไปแล้ว

    Categories
    หุ้น

    ดาวโจนส์พุ่ง 586 จุด! ทำตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามรายละเอียดของดัชนีที่พุ่งสูงจะเป็นอย่างไร

    เมื่อกลางดึกวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เริ่มมีสัญญาณจากดาวโจนส์ พุ่งไปกว่า 400 จุด ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ อยู่ที่ 33,691.53 จุด บวก 401.45 จุด หรือ 1.21% แต่เมื่อเช้านี้วันที่ 22 มิถุนายน 2564 ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์เพิ่มขึ้นเป็น 586.89 จุด หรือ 1.76% ปิดที่ 33,876.97 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 58.34 จุด หรือ 1.40% ปิดที่ 4,224.79 จุด และดัชนีแนสแด็ก เพิ่มขึ้น 111.10 จุด หรือ 0.79% ปิดที่ 14,141.48 จุด ซึ่งรายละเอียดของดัชนีที่พุ่งสูงขนาดนี้จะเป็นอย่างไร 

    ดาวโจนส์

    Cr:https://moneyandmarkets.com/

    หุ้นดาวโจนส์เพิ่มขึ้นเกิดจากอะไร?

    อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่าดาวโจนส์วันนี้พุ่งสูงไปถึง 586 จุด ซึ่งส่งผลกระทบไปยังหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ดิ่งลงอย่างหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างดีดตัวขึ้นในวันนี้ เช่นเดียวกับกลุ่มหุ้นธนาคาร เทคโนโลยี และสายการบิน ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดดิ่งลงกว่า 500 จุด ตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน และร่วงลง 3.5% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นการทรุดตัวลงรายสัปดาห์ที่รุนแรงที่สัดนับตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2563 เนื่องจากนักลงทุนต่างพากันเทขายหุ้น ท่ามกลางความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟต) มีมาตรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก 

    ทั้งนี้ทางด้านนายเจอโรม พาวเวล (ประธานเฟด) ได้แถลงกับทางคณะอนุกรรมการว่าด้วยวิกฤตโควิด-19 ประจำสภาผู้แทนราษฎร ในอังคารที่ 22 มิถุนายน เวลา 14:00 ตามเวลาสหรัฐ หรือเวลา 01:00 น. ของวันที่ 23 มิถุนายน ตามเวลาไทย ทั้งนี้ทางนายพาวเวล กล่าวแถลงเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ และใช้นโยบายการเงินของเฟด ซึ่งรวมถึงการปล่อยเงินกู้ฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19

    จึงทำให้เหล่านักลงทุนพากันจับการแถลงของนายพาวเวลกันอย่างเนืองแน่น หลังจากที่ตลาดการเงินเกิดความตื่นตระหนกจาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทางเฟดเองก็ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2556 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์เดิมถึง 1 ปี อีกทั้งทางกรรมการเฟดยังเริ่มหารือเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัติตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดจะเริ่มชะลอการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายหลังจากประสบปัญหาตัวเลขเงินเฟ้อดีดตัวขึ้น

    ในขณะเดียวกันทางนักลงทุนยังจับตามองการแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอีกหลายรายในสัปดาห์นี้ เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ หลังจากที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธารเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่าเฟดอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในปีหน้าเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ 

    ทางด้านทำเนียบขาวแถลงว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะจัดการประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการเงินของสหรัฐในวันนี้ ซึ่งรวมถึงนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด และนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประชุมเรื่องอุตสาหกรรมดาวโจนส์ และเรื่องเฟด 

    ดาวโจนส์

    Cr:https://brandinside.asia/

    ตลาดหุ้นดาวโจนส์ทำตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตาม

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดเช้าวันนี้ 22 มิถุนายน ปรับตัวร่วงลงตามดัชนีดาวโจนส์ ที่ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมาเพราะนักลงทุนกังวลว่าทางเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า ซึ่งตลาดหุ้นเอเชียเปิดเช้านี้เคลื่อนไหวในแดนลบ ตามทิศทางดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ที่ปิดร่วงลงกว่า 500 จุด เพราะเกรงว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาการประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปี และประเภท 5 ปีของธนาคารกลางจีน (PBOC) ในช่วงเช้าวันนี้

    ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,515.50 จุด ลดลง 9.60 จุด หรือ -0.27% ดัชนีNIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,506.84 จุด ร่วงลง 457.28 จุด หรือ -1.57%

    ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 28,501.64 จุด ลดลง 299.63 จุด หรือ -1.04%

    ซึ่งทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นออกมาหลังจากที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธารเฟดสาขาเซนต์หลุยส์กล่าวว่า คาดว่าเฟดอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในปีหน้า โดยนายบูลลาร์ดเปิดเผยว่า เขาเป็นกรรมการเฟด 1 ใน 7 รายที่คาดว่า เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,515.50 จุด ลดลง 9.60 จุด หรือ -0.27% ดัชนีNIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,506.84 จุด ร่วงลง 457.28 จุด หรือ -1.57%

    ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 28,501.64 จุด ลดลง 299.63 จุด หรือ -1.04%

    ซึ่งทำให้นักลงทุนพากันขายหุ้นออกมาหลังจากที่นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธารเฟดสาขาเซนต์หลุยส์กล่าวว่า คาดว่าเฟดอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในปีหน้า โดยนายบูลลาร์ดเปิดเผยว่า เขาเป็นกรรมการเฟด 1 ใน 7 รายที่คาดว่า เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    “ผมคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายปีหน้าเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่จะพุ่งแตะ 3% ในปีนี้ และจะอยู่ที่ 2.5% ไปจนถึงปี 2565 โดยสูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟด” นายบูลลาร์ดกล่าว

    ทั้งนี้ทางด้านนักวิเคราะห์รายหนึ่งได้ออกความเห็นว่าในบรรดานักลงทุนวิตกว่า หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคากเพื่อลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นแนะนำให้ติดตามข่าวสารของอุตสาหกรรมดาวโจนส์เข้าไว้ เพราะแน่นอนประเทศไทยได้รับผลกระทบแน่นอน 

    Categories
    บทวิเคราะห์

    โบรกเกอร์เชียร์ 4 หุ้นไทยแกร่ง! เอาอยู่ในสถานการณ์ล็อกดาวน์

    ยังคงสุ่มเสี่ยงอยู่สำหรับสถานการณ์หุ้นไทยในขณะนี้ เนื่องจากผลกระทบที่ได้รับจากสถานการณ์ล็อกดาวน์ อย่างไรก็ตามโบรกเกอร์จากหลายส่วนยังคงมองว่าหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวทางเทคนิคระยะสั้นในช่วงเช้า แต่มีโอกาสที่จะอ่อนแรงลง โดยมองแรงขายลดความเสี่ยงจากการกังวลล็อกดาวน์ ในกรอบที่ 1,500-1,565 จุด

    หุ้นไทย

    https://www.freepik.com/free-photo/capital-tablet-exchange-screen-skyscraper_1088871.htm#page=1&query=%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99&position=1

    4 หุ้นไทยน่าซื้อ ช่วงสถานการณ์ล็อกดาวน์

    สำหรับหุ้นไทยเด่น ๆ ที่จะแนะนำในช่วงนี้มีอยู่ด้วยกันถึง 4 ตัว นั่นก็คือ หุ้น BCPG, หุ้น BDMS, หุ้น TU และ หุ้น SIS ซึ่งเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานที่ค่อนแข็งแรงเป็นอย่างมาก และเมื่อดูไปที่พื้นฐานการให้บริการ หรือผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัท จะพบว่าค่อนข้างไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ล็อกดาวน์เท่าไหร่ ทำให้ความเสี่ยงในสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนค่อนข้างสูงไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อ 4 หุ้นไทยเหล่านี้มากนัก

    หุ้นไทย

    https://www.freepik.com/free-photo/stock-exchange-data-investment-workplace-concept_2861616.htm#page=2&query=%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99&position=36

    4 หุ้นไทยมีแนวโน้มเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ!

    โดย 4 หุ้นไทยที่มีแนวโน้มเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญมีดังนี้

    1. หุ้น BCPG 

    เริ่มกันที่หุ้นตัวแรกอย่าง BCPG ซึ่งโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นหุ้นที่มีมุมมองบวกจากการรุกเข้าสู่ธุรกิจ Vanadium Redox Flow Battery (VRFB) จากจุดเด่น ได้แก่ 

    • อายุการใช้งาน 25-30 ปี vs Li-Ion Battery (LIB) ที่ 10-15 ปี
    • ต้นทุนเฉลี่ยอายุโครงการโรงไฟฟ้าต่ำกว่า LIB อย่างมีนัยสำคัญ

    โดยแนวโน้มกำไร 2Q64 คาดกำไรปกติที่ 400-450 ลบ. เติบโต YoY และการเข้าลงทุนในธุรกิจ VRFB จะสร้าง Synergy ในระยะยาวให้กับ BCPG ขณะที่ประมาณการกำไรของเรามี Upside จากโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่อยู่ระหว่างศึกษา คาดว่าราคาปิดที่ทำได้จะอยู่ที 14.00 บาท แนวต้านทางเทคนิค 15.00 บาท

    2. หุ้น BDMS 

    สำหรับหุ้นตัวนี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ทำให้จนถึงตอนนี้มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดย BDMS ได้ Sentiment เชิงบวกจากประเด็นนำเข้าวัคซีนทางเลือก “Moderna” ที่จองกันอย่างล้นหลามในหลายโรงพยาบาล และยังเชื่ออีกว่าผลประกอบการนับจาก 2Q64 ต่อเนื่องปี 2565 จะฟื้นตัวต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกทม.

    อีกทั้ง 2H64 จากความคืบหน้าวัคซีน อาจหนุนผู้ป่วยไทยฟื้นตัวดีกว่าที่คาดเอาไว้ ขณะที่ผู้ป่วย Fly-in คาดหวังเริ่มทยอยฟื้นตัวบางส่วน คงคาดกำไรปกติปี 2564 โต 43% YoY โดยมูลค่าพื้นฐานควรอยู่ที่ 24บาท แนะนำให้ทยอยสะสมไว้และถือในระยะยาว

    3. หุ้น TU 

    เรียกได้ว่าเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งในไตรมาส 2/64 เติบโตทั้ง QoQ YoY เลยก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากยอดขายอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับสูงและควบคุมต้นทุนได้ดี ขณะที่ Red Lobster ฟื้นตัวได้หลังจากเปิดเมือง คาดว่ากำไรไตรมาส 3/64 ดีต่อเนื่องโดยได้ผลบวกจากเงินบาทอ่อนค่า ให้ราคาเป้าหมายที่ 22.1 บาท

    4. หุ้น SIS 

    คาดกำไร ไตรมาส 2 /64 เติบโต YoY และทรงตัวในระดับสูง QoQ จากยอดขายสินค้า IT ที่อยู่ในเกณฑ์ดี ผสานกับโอกาสจากการWFH ที่คาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังของปี เป็นปัจจัยหนุนให้กำไรครึ่งปีหลังขยายตัวดีกว่าครึ่งแรก และระยะกลางจะมีสัดส่วน Recurring income มากขึ้นโดยราคาเป้าหมายอยู่ที่ 40 บาท