Categories
หุ้น

หุ้นไทยเตรียมพุ่ง เปิดประเทศใน 120 วัน

      เมื่อไม่นานมานี้ทางนายกรัฐมนตรีได้มีการแถลงการณ์ว่าจะเปิดเประเทศภายใน 120 วัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย แบบไม่ต้องกักตัว แต่จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้วเท่านั้น ที่จะสามารถเดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องกักตัว ทั้งนี้มติเกิดจากการรวมความเห็นภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วก็เห็นด้วยเพราะนี้คือสิ่งเดียวที่จะต่อลมหายใจเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการแถลงของนายกนี้ นักวิเคราะห์หุ้นไทยหลายคนก็ให้ความคิดเห็นกันมากมาย 

หุ้นไทยจะออกมารูปแบบไหน ถ้าเปิดประเทศ

      ซึ่งแผนการเปิดประเทศภายใน 120 วัน โดยทางรัฐจะประเดิมโมเดลทดลองภูเก็ต แซนบ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ก่อนในวันที่ 1 ก.ค. 2564 หลังจากนั้นก็จะเป็นคิวของการเปิดประเทศครั้งใหญ่ในรอบ 2 ปี เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว การจ้างงาน ระบบเศรษฐกิจในประเทศให้สามารถเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง ทำให้หลายธุรกิจ กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มนักลงทุน ก็ออกมาเห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาลไทยตัดสินใจ เพราะเศรษฐกิจไทยในตอนนี้เรียกว่าเดินมาถึงจุดต่ำที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งมาตรการเปิดประเทศนี้ออกมาทำให้หุ้นไทย หรือ ตลาดหุ้นไทย เริ่มมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเช่นกันเดียวกัน 

      โดยตลาดหุ้นไทยกราฟในสัปดาห์ที่ผ่านมา (14-18 มิ.ย. 2564) ปิดที่ 1,612.98 จุด ลดลง 20.08 จุด หรือลดลง 1.23% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และมีมูลค่าการซื้อขาย 4.6 แสนล้านบาท โดยดัชนีปรับขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 1,633.06 จุดในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนที่ปลายสัปดาห์จะปรับตัวลงมาทะสอบจุดต่ำสุดที่ 1,612.98 จุด ซึ่งทางด้านนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยระบุว่าหุ้นไทยถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าคาด รวมถึงส่งสัญญาณเตรียมปรับลดเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลในการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE Tapering) 

      แต่ถึงอย่างไรดัชนีหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์จะคาดการณ์ ส่วนหนึ่งคาดว่าเพราะนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเป้าหมายเปิดประเทศภายใน 120 วัน หรือภายในไตรมาส 4 ปี 2564 นี้ ทั้งนี้หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับการเปิดประเทศ อย่างเช่น หุ้นกลุ่มสายการบิน หุ้นสายท่องเที่ยว หรือกลุ่มโรงแรม ก็เริ่มทยอยปรับตัวขึ้นตามที่นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์เปิดประเทศ

      ทั้งนี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบิน เช่น บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บมจ.สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) BA และ AAV อาจมีเกณฑ์ที่ดีมากขึ้น เมื่อได้เปิดประเทศ

      รวมถึงกลุ่มที่ได้รับกระทบการอ้อม อย่างเช่น กลุ่มโรงพยาบาล บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) กลุ่มขนส่ง บมจ.พริมา มารีน (PRM) บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) กลุ่มค้าปลีก บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) และ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) และสุดท้ายกลุ่มพลังงาน บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) 

ภาคธุรกิจเอกชนเตรียมตัวก่อนเปิดประเทศ 120 วัน 

      นอกจากหุ้นไทยที่มีเกณฑ์ดีขึ้นเมื่อมีการประกาศเปิดประเทศอีก 120 วัน ตลาดหุ้นไทย กลับมาคึกคัก ตลาดหุ้นไทยกราฟมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแล้ว ทางภาคธุรกิจเอกชนเองก็เตรียมความพร้อม ขานรับคำแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน 

      โดยทางด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทย เผยว่าการที่ประเทศไทยจะเริ่มเปิดภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ วันที่ 1 ก.ค. นี้ จะทำให้ทั่วโลกรู้ว่าประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสได้ และจะทดลองระบบสาธารณสุข ซึ่งหากการเปิดภูเก็ตประสบความสำเร็จ จะถือว่าเป็นต้นแบบของพื้นที่อื่น ที่เตรียมตัวในอีก 120 วันข้างหน้า และเชื่อว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากกว่า 300,000 คน นักท่องเที่ยว 1 ล้านคนจะเดินทางมาไทยด้วยการใช้จ่าย 50,000 บาทต่อคนต่อเที่ยว รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 4 และจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.3% ในปี 2564 จากประมาณการครั้งก่อนที่ 0.5-2% ในปี 2564 

      ขณะเดียวกันทางด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ถ้าเปิดประเทศภายในเดือน ต.ค. 2564 นี้ จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น เนื่องจากเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่จะเร่งฉีดวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ และเปิดประเทศภายในเดือน ธ.ค. ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้านบาทต่อเดือน หากรวมแล้วใน 2 เดือนสุดท้ายของปีจะมีเม็ดเงินเข้ามาฉีดจีดีพีสูงถึง 4-5 แสนล้านบาท

Categories
บทวิเคราะห์

หุ้นน่าซื้อ SINGER, IMH ประจำไตรมาสที่ 2/64 Part 2

      หุ้นน่าซื้อ ประจำไตรมาสที่ 2/64 Part 2 เรามาต่อจาก 2 หุ้นที่น่าซื้อประจำไตรมาสที่ 2/64 Part 1 จากบทความก่อน ทีนี้เรามีอีก 2 หุ้นน่าซื้อไม่แพ้กัน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ทำให้ทั้ง 2 หุ้นนี้มีความน่าสนใจ และเช่นกันอาจเป็นบริษัทที่เข้าข่ายสามารถทำกำไรสุทธิสถิติใหม่ (นิวไฮ) ได้เช่นกัน โดย 2 หุ้นที่ว่าคือ SINGER และ IMH 

หุ้นน่าซื้อ SINGER ธุรกิจเช่าซื้อ

      หุ้นน่าซื้อตัวแรกอย่างบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER โดยมีมุมมองจาก บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ซึ่งได้วิเคราะห์ว่า SINGER เป็นหุ้นที่น่าซื้อ ในไตรมาสที่ 2/64 อาจทำกำไรสุทธิทำสถิติใหม่ไม่ยาก โดยคาดว่าจะเติบโตราว 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 60% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจเช่าซื้อที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 20% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แถมสินค้าที่นิยมมีทั้ง เครื่องปรับอากาศ (บ้าน) และตู้แช่ (ร้านค้า) ซึ่งนับว่าเป็นสินค้าที่ธุรกิจแฟรนไชส์ที่เติบโตเท่าตัวจากปีก่อน รวมถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นถ้าถามว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อ SINGER ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกน่าที่น่าสนใจ 

      ทั้งนี้หุ้น SINGER ยังมีธุรกิจจำนำทะเบียน หรือที่เรียกกันว่า C4C เป็นพอร์ตสินเชื่อที่น่าสนใจเพราะเติบโตเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท อีกทั้งกลยุทธ์ของธุรกิจ C4C จะเดินตามแผนที่วางไว้อยู่ ถึงแม้หลายภาคส่วนจะมีความกังวลต่อธุรกิจจำนำทะเบียนก็ตาม แต่ SINGER ถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าเจ้าอื่นๆ เนื่องมาจากทางรัฐบาล เน้นให้ความช่วยเหลือลูกค้ารายย่อย (B2C), การลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทคิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 15.4% ต่ำกว่าอัตสาหกรรม (18-22%) ทำให้ Downside ที่ปรับลงนั้นจำกัด, รวมถึงการแข่งขันในประเภทธุรกิจนี้จะไม่รุนแรงขึ้น คาดว่าคู่แข่งยังคงเป็นรายเดิม อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าธุรกิจสินเชื่อยังเติบโตได้อีก โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าจักรยานยนต์

      นอกจากนี้ SINGER ประเมินกำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 650 ล้านบาท และในปี 2565 คาดว่าจะอยู่ที่ 892 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยนแล้วอยู่ที่ 42% ต่อปี โดยให้ราคาเหมาะสมปี 2564 เท่ากับ 50 บาท/หุ้น อิง P/E เป็น 35 เท่า หรือเทียบ PEG ที่ 0.83 เท่า 

หุ้น IMH ธุรกิจโรงพยาบาล

      IMH หรือ บริษัท โรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ จำกัด (มหาชน) ที่ทาง บล. ทีนี้ตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่าเป็นหุ้นน่าซื้อ และมีแนวโน้มว่าในไตรมาส 2/2564 นี้อาจมีสิทธิ์ทำนิวไฮ ทั้งรายได้และกำไร เนื่องจาก IMH เป็นโรงพยาบาล ซึ่งในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ทำให้มีผู้เข้ารับตรวจเชื้อคาดว่าจะอยู่ที่ 50,000 ราย และจากไตรมาสก่อนหน้าจนถึงปัจจุบัน สามารถตรวจเชื้อไปได้แล้ว 41,200 ราย แถมการรับคนไข้ในจำนวน 100 เตียงของโรงพยาบาลประชาพัฒน์เต็ม 100% จากการรับผู้ป่วยโควิดน ซึ่งจำนวนคนเข้าตรวจและจำนวนเตียงถือว่าเยอะมากๆ จึงทำให้ IMH เป็นหุ้นที่น่าซื้อ ในไตรมาสที่ 2/64 

      ในขณะเดียวกัยในไตรมาส 2/2564 ยังได้รับอานิสงค์จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด จากการรับตรวจภูมิหลังรับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด โดยค่าบริการตรวจอยู่ที่ 550 บาทต่อครั้ง ซึ่งตอนนี้มีผู้ใช้บริการส่วนนี้ไปแล้ว 1.85 ล้านราย ซึ่งจำนวนนี้แค่ผู้ที่รับวัคซันโดสแรกเท่านั้น และ 9.6 แสนรายสำหรับโดสสอง ซึ่งในอนาคตเมื่อมีจำนวนคนฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น รายได้ส่วนนี้ก็มีโอกาสเพิ่มเข้าไปด้วย นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลเองยังมีรายได้จากโรงพยาบาลประชาพัฒน์จากการรับจำนวนผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้น และมีเป้าหมายรับถึง 30,000 ราย ประกอบกับการส่งต่อคนไข้จากกลุ่ม IMH ทำ ทำให้กำไรของโรงพยาบาลสูงขึ้น และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของ Economy of scale ในการใช้ทรัพยากรในเครือของโรงพยาบบาลอีกด้วย 

      ซึ่งทางโรงพยาบาลเองก็มีการปรับเพิ่มกำไรในปี 2564 ขึ้น 9.2% จาก 54 ล้านบาท เป็น 59 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับอัตรากำไรขั้นต้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 ที่ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าการรับตรวจสุขภาพทั่วไป ทำให้ทาง IMH ตั้งเป้าที่จะขยายรายได้จากกลุ่มโรงพยาบาลเพิ่มเติม โดยเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลในเครือ พร้อมกับ Spin Off กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลในอนาคต ดังนั้นถ้าคุณยังสงสัยว่าจะเลือกหุ้นตัวไหนน่าซื้อ IMH ถือเป็นหุ้นน่าซื้อ และคาดว่าในอนาคตธุรกิจนี้ยังเติบโตได้อีกเช่นกัน

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

บิทคอยน์ ทำลายสิ่งแวดล้อมจริงหรือ ? หลัง Elon Musk กังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม

      หลังจากที่มีข่าวการกวาดล้างเหมืองบิกคอยน์ ในประเทศจีน เนื่องจากการขุดบิทคอยน์ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผิดกฎหมาย แถมมีช่วงหนึ่งทาง Elon Musk เองก็กังวลว่าทำลายสิ่งแวดงล้อมหรือไม่ เพราะตนเองเป็นคนรักษ์โลกตาม จึงทำให้เกิดคำถามนานาว่าการขุดเหรียญบิทคอยน์จะส่งผลทำลายสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่

บิทคอยน์ ทำ Elon Musk ระแวง หลังมีข่าวว่าทำลายสิ่งแวดล้อม

      Elon Musk นับว่าเป็นตัวพ่อแห่งวงการ Cryptocurrency ได้ออกมาทวิตว่า Tesla จะหยุดซื้อ-ขายรถ ด้วยสกุลเงินดิจิทัลอย่าง บิทคอยน์ เล่นทำเอาตลาดเงินดิจิทัลผันผวนอย่างมาก โดยเหตุผลที่ทาง Elon Musk แจ้งว่า การขุดบิทคอยน์จะต้องใช้พลังงานเยอะ และอาจทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Elon Musk เองเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง

      แต่การขุดเหรียญบิทคอยน์ถือเป็นเรื่องที่เป็นกังวลกันอยู่แล้ว ก่อนที่ทาง Elon Musk โดยมีข้อมูลจาก Cambridge Bitcoin Electricity Consumption Index แจ้งว่าการขุดเหรียญนั้นใช้พลังงานมากกว่าทั้งประเทศ อย่างมาเลเซีย หรือสวีเดน ทั้งนี้เนื่องจากบิทคอยน์เป็นทรัพย์สินที่มีการจัดการแบบ Decentralization คือ ไม่มีตัวกลาง ทำให้การขุดเหรียญก็เหมือนกับการใช้คอมพิวเตอร์แก้สมการซับซ้อน เพื่อทำธุรกรรมสำเร็จ ทั้งนี้หากขุดบิทคอยน์จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเฉพาะและในการขุดจะเป็นลักษณะการ Hashing ซึ่งเป็นอัลกอริทึมที่ซับซ้อนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนออกมาเป็นเหรียญบิทคอยน์

      ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การพยยามขุดเหรียญมีจำนวนมากขึ้น รวมถึงเหรียญ Dogecoin ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก Elon Musk ซึ่งก็มีรูปแบบการขุดเหมือนกับบิทคอยน์ รวมถึงราคาของบิทคอยน์ เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาการขุดสูงขึ้น ทำให้มีการขุดเพิ่มขึ้นพลังงานก็ถูกใช้ไปมากขึ้นเช่นกัน 

      ทั้งนี้ไม่ใช่มีเพียงแค่ Elon Musk คนเดียวที่แสดงท่าทีกังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง Janet Yellen ได้ออกมากล่าวว่า การทำธุรกรรมผ่านเหรียญดิจิทัลเหล่านี้ ยังไร้ประสิทธิภาพ แถมยังมีการใช้พลังงานเยอะอีกด้วย แต่ก็มีหน่วยงานบางส่วนออกมาแย้งว่า บิทคอยน์ ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

เหรียญบิทคอยน์ นั้นดีต่อสิ่งแวดล้อม

      นักวิเคราะห์ที่ใช้นามแฝงว่า “Guy” บอกกับผู้ติดตามช่อง Youtube Coin Bureau ที่มีผู้ติดตามสูงถึง 851,000 คน ว่า บิทคอยน์ สามารถแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่อุตสาหกรรมทางการเงินแบบดั้งเดิมทำไว้ โดย Guy ยืนยันกับความเชื่อที่ว่าเหรียญบิทคอยน์เป็นผลเสียและทำลายสิ่งแวดล้อมเกิดจากบทความทางวิชาการเมื่อปี 2018 ที่แสดงความเห็นว่าการขุดบิทคอยน์เป็นผลเสียและทำลายสิ่งแวดล้อม และอาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียส 

      ทั้งนี้จากมุมมองของ Guy เขาเชื่อว่าบทความนี้มีข้อผิดพลาดหลายประการอย่างเช่น สันนิษฐานว่าเหรียญบิทคอยน์มีการประมวลผลธุรกรรมเกือบหนึ่งพันล้านรายการในหนึ่งวัน ทั้งที่ความจริงแล้ว Blockchain สามารถประมวลผลธุรกรรมได้เพียงไม่กี่แสนรายการต่อวันเท่านั้น 

      “การเปรียบเทียบที่ว่าบิทคอยน์ใช้พลังงานสูงกว่าประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งนั้นดูจะไม่ค่อยยุติธรรม เนื่องจากการขุดบิทคอยน์เป็นพื้นฐานของโครงสร้างการชำระเงินที่ปลอดภัยในอนาคต ไม่ใช่การใช้พลังงานในครัวเรือน และถึงยังไงการขุดบิทคอยน์ก็ยังใช้พลังงานน้อยกว่าการเสียบปลั๊กเครื่องชงกาแฟ, โคมไฟ, คอมพิวเตอร์และทีวีทิ้งไว้อยู่ดี” ซึ่งคุณ Guy กล่าวถึงข้อสันนิษฐานว่าการขุดบิทคอยน์ใช้พลังงานจำนวนมหาศาล

      แต่ทาง Guy ก็แย้งข้อดีของบิทคอยน์ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งโครงสร้างของอุตสาหกรรมทางการเงินแบบดั้งเดิมได้ก่อเอาไว้เพราะไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานในบริษัท ตู้เอทีเอ็ม เซิร์ฟเวอร์ การขนส่งที่ปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมทางการเงินแบบตั้งเดิม รวมถึงเครื่องพิมพ์เงินของธนาคารกลางสหรัฐฯเองก็ใช้พลังงานจำนวนไม่ในเช่นกัน 

      ซึ่งในทางกลับกันคริปโตเคอเรนซีไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างเหล่านี้ เพราะกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆอยู่ในส่วนของโค้ดเรียบร้อยแล้ว ทำให้เป็นระบบการเงินที่ประหยัดพลังงานที่สุดในโลก อีกทั้ง Guy ยังบอกว่าธรรมชาติของบิทคอยน์ที่มีสภาวะเงินฝืด จะกระตุ้นให้เหล่านักขุดบิทคอยน์ใช้เงินกันอย่างประหยัดมากขึ้น ในขณะที่ธรรมชาติของระบบการเงินปัจจุบันที่มีสภาวะเงินเฝ้อ ก่อให้เกิดการบริโภคจำนวนมากและส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม และเขาเชื่อว่าความคิดเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซีทำลายสิ่งแวดล้อมจะหมดไปในอีกไม่นาน

      โดยสรุปแล้วก็มีทั้งหน่วยงานที่ออกมาบอกว่าคริปโตเคอเรนซี่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่อีกส่วนก็บอกว่าไม่มีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมพิสูจน์ที่บอกได้ชัดเจน และยืนยันว่าคริปโตเคอเรนซี่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ถึงอย่างไรเราควรเล่นอย่างพอเหมาะพอควรน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง

Categories
blockchain

Blockchain ระบบรักษาความปลอดภัย ในยุคดิจิทัล

      Blockchain ในช่วง 3-4 ปีมานี้ ถือเป็นคำศัพท์ที่คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ เนื่องจากในยุคสมัยที่ระบบออนไลน์ โลกดิจิทัลเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ยิ่งเป็นตัวกระตุ้นทำให้ระบบ Blockchain เป็นที่รู้จัก และเป็นที่สนใจ จนหลายประเทศ หลายบริษัท เริ่มใช้ระบบนี้กันอย่างจริงจัง 

ถึงแม้คนทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจระบบนี้ก็จริง แต่เชื่อว่ายังมีคนไทยหลายคนที่ยังไม่รู้จักระบบนี้ หรือยังไม่รู้ว่า Blockchain คืออะไร แล้วประโยชน์ของ Blockchain มีอะไรบ้าง วันนี้เราเตรียมข้อมูลมาให้คุณแล้ว 

Blockchain คืออะไร? 

      Blockchain คือ ระบบโครงส้รางการเก็บข้อมูลอย่างหนึ่ง (Data Structure) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูล สถิติต่างๆ เช่น การทำธุรกรรมทางการเงินและสินทรัพย์ชนิดอื่นๆ ซึ่ง Blockchain จึงเหมือนธนาคาร สถาบันทางการเงิน หรือ สำนักชำระบัญชี ที่ทำหน้าที่จัดเก็บ ซึ่งหากคุณต้องการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพียงแค่คุณเข้ารหัส ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลของคุณได้ แต่ทั้งนี้จุดเด่นของระบบนี้คือ คุณไม่ต้องผ่านระบบตัวกลาง หรือที่เราเรียกว่า Centralized Trusted Party เพื่อทำการตรวจสอบความน่าเชื่อถือต่างๆ โดยเฉพาะกับการทำธุรกรรมทางการเงินซึ่งเวลาที่เราทำธุรกรรมออนไลน์เรามักจะเห็นคำว่า Secured by หรือ Protected แล้วตามด้วยชื่อสถาบันตัวกลาง ซึ่งเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือนั่นเอง แต่ในระบบ Blockchain ไม่ต้องหาระบบที่เข้ามาช่วย ซึ่งลดการผิดพลาดระหว่างการทำธุรกรรมออนไลน์

      ดังนั้นระบบนี้จึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยจัดการธุรกรรม แถมยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่โปรแกรมเมอร์ หรือคนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับ IT ยังยกย่องว่าเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน ให้คนที่ต้องการทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านระบบนี้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้ เมื่อเรารู้แล้วว่า Blockchain คืออะไร เรามาดูกันดีกว่าว่าระบบนี้ทำงานอย่างไร 

      โดยระบบการทำงานของ Blockchain จะเป็นรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Data Structure ที่ทำให้ข้อมูลต่างๆ ในระบบของแต่ละผู้ใช้งานสามารถแชร์ไปยังผู้ใช้คนอื่นๆ ได้ เปรียบเหมือนห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้ข้อมูล (Block) สามารถเชื่อมต่อกันได้ เปรียบเสมือนว่าเรามีระบบที่ถือเอกสารชุดเดียวกัน และเอกสารชุดนั้นจะถูกอัปเดตไปพร้อมกัน เรียกว่าเป็นระบบที่เก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ส่วนกลางของคนทั่วไป ทำให้ระบบเครือข่ายข้อมูลเป็นแบบ Decentralized (ระบบการกระจายศูนย์ข้อมูล) ซึ่งระบบการทำงานแบบนี้เกิดปัญหาได้อยากมาก ไม่เกิดปัญหาระบบล้ม ซึ่งต่างจากระบบจัดเก็บข้อมูลแบบศูนย์กลางเพียงเครื่องเดียว อย่างระบบ Centralized ที่เมื่อศูนย์กลางข้อมูลถูกเจาะ หรือถูก Hack ก็จะทำให้เครือข่ายล้มเหลวทั้งระบบได้

      ซึ่งนี้ทำให้ Blockchain เป็นระบบที่มีความน่าเชื่อถืออย่างสูง ระบบรักษาความปลอดภัยสูง เพราะไม่สามารถเจาะข้อมูลระบบได้ง่าย สร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างมาก ด้วยระบบที่หลายคนสามารถถือชุดข้อมูลที่ตรงกันและข้อมูลที่อัปเดตพร้อมกันอีกด้วย

3 ประโยชน์ของ Blockchain

      แต่ประโยช์ของ Blockchain ใช่ว่าจะมีแค่ที่เรากล่าวไปข้างต้น แท้จริงแล้ว Blockchain ยังมีข้อดีอีกเยอะ แต่เราขอแบ่งออกมาเป็น 3 ข้อประโยชน์ของ Blockchain ดังนี้ 

  • เทคโนโลยี Blockchain ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้องยิ่งขึ้น

      เนื่องจากระบบนี้เป็นระบบแบบ Input ข้อมูลได้อย่างเดียว เมื่อนำข้อมูลเข้าระบบเป็นที่เรียบร้อย จะไม่สามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลได้ เพราะถ้ามีการแก้ไขข้อมูล จะส่งกระทบต่อ Block อื่นๆ ที่อยู่ใน Chain เดียวกัน ดังนั้นการอัปโหลดข้อมูลเข้าไปในระบบจะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น เพราะมันไม่สามารถแก้ได้ 

  • ระบบการรักษาความปลอดภัย ถูกรบกวนได้ยาก

      อย่างที่เราชอบบอกอยู่เรื่อยๆ ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของระบบ Blockchain นั่นขึ้นชื่อว่าเป็นที่หนึ่ง ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายข้อมูลแบบ Decentralized ที่ไม่ได้เก็บข้อมูลทั้งหมกอยู่ในคอมพิวเตอร์ส่วนกลางแค่เครื่องเดียว แต่จะเป็นการเก็บข้อมูลในหลายๆ ที่ หลายๆ คน ที่ถือชุดข้อมูลชุดเดียวกัน จึงทำให้ระบบมีความแข็งแรง ไม่สามารถเจาะข้อมูลได้ง่าย 

  • ไม่ต้องมีคนกลาง ลดการเกิดข้อผิดพลาด

      เพราะระบบ Blockchain เป็นระบบที่พัฒนามาเพื่อเก็บข้อมูลเป็นหลัก และได้มาตรฐานเรื่องการเก็บข้อมูลแบบปลอดภัยชัวร์ ดังนั้นการนำ Blockchain ไปใช้งาน จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลมีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และมีความโปร่งใส และเพื่อให้การใช้งานง่ายขึ้น ให้ทั่วโลกเชื่อมั่น และยอมรับ

Categories
หุ้น

หุ้นไทย 4 ตัว รับอานิสงส์ หลังมีประกาศปลดล็อก 5 สถานที่กทม

      หลังจากที่ประเทศไทยต้องเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 รอบที่ 3 ซึ่งนับว่าเป็นรอบนี้ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งดูจากจำนวนยอดผู้ติดเชื้อ และยอดผู้เสียชีวิต แต่เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ได้มีมติเห็นชอบมาตรการผ่อนคลายการดำเนินกิจการและกิจกรรมในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งการผ่อนคลายมาตรการนี้ทำให้หุ้นไทยหลายตัวเหมือนฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

หุ้นไทยกลับมาคึกคัก หลังมีประกาศปลดล็อก 5 สถานที่กทม

โดย 5 สถานที่ที่ได้รับการผ่อนคลายมาตรการ ทั้ง 5 กิจกรรม ทำให้หุ้นไทยที่เกี่ยวข้องกับ 5 สถานที่เหล่านี้ได้รับอานิสงค์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดย 5 กิจกรรม หรือ 5 สถานที่ที่ได้รับการผ่อนคลายมีดังนี้ 

  • พิพิธภัณฑ์ อันได้แก่ พิพิธภัณฑ์สถาน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงพิพิธภัณฑ์ในลักษณะเดียวกัน แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โดยมีมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสอย่างเคร่งครัด 
  • สวยสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ต่างๆ ห้ามใช้เพื่อสันทนาการอื่น ยกเว้นเดินและวิ่ง
  • คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม มีมาตรการป้องกันโรค ซึ่งถูกกำกับใกล้ชิดโดยแพทย์
  • สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (เฉพาะกิจการสปาเพื่อสุขภาพ, กิจการนวดเพื่อสุขภาพ) อนุญาตเฉพาะการนวดฝ่าเท้า 
  • ร้านทำเล็บและร้านสัก ต้อมสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ห้ามกระทำบนใบหน้าเด็ดขาด

ทั้งนี้มาตรการการผ่อนคลายจะเริ่มตั้งแต่ 14 มิ.ย. 2564 เป็นต้นไป ในส่วนของสถานที่และกิจการประเภทอื่น ซึ่งมีคำสั่งปิดไปก่อนหน้า ให้ติดต่อไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2564 

      ซึ่งผลการประกาศดังกล่าว เบื้องต้นประเมินว่ามาตรการผ่อนคลายทั้ง 5 กิจกรรม โดยตลาดหุ้นไทยที่ได้รับผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ซึ่งวันนี้เราก็มีบทวิเคราะห์หุ้นไทยอย่างละเล็กละน้อยทั้ง 4 หุ้นนี้มาฝากด้วย

วิเคราะห์หุ้นไทย 4 หุ้นที่รับอานิสงค์จากผ่อนคลายมาตรการกรุงเทพ ฯ

      ทั้งนี้เรามาวิเคราะห์หุ้นไทยของบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการประเมินแนวโน้มครึ่งหลังปี 2564 ของบริษัทดังกล่าวที่พูดไปก่อนหน้าเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ โดยหุ้นไทยตัวแรกที่เราจะนำบทวิเคราะห์มาให้คือ บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA มีการประเมินว่าจะเป็นบวกมากขึ้นหลังจากที่มีการเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุม Covid-19 ซึ่งเมื่อก่อนผลประกอบการค่อนข้างไม่ดี แต่เมื่อมีการผ่อนคลาย และประชากรในประเทศเริ่มมีการฉีดวัคซีนกันมากขึ้น มีการปรับกำไรปี 2565 เพิ่มขึ้น 18% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 127 ล้านบาท โดยปรับรายได้ขึ้นมาที่ 963 ล้านบาท และได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 10.00 บาท จาก Outlook ที่ดูดีขึ้นหลังรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของ Covid-19 โดยมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่ารัฐจะฉีดวัคซีนได้ครบถ้วน และเปิดประเทศที่จังหวัดภูเก็ตได้ในวันที่ 1 ก.ค. 2564 ซึ่งเป็นผลบวกต่อ PAX และ Utilization rate ของ SP

      บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกีด (มหาชน) หรือ MINT ทางด้านนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย บล. เคทีบีเอสที มีมุมมองเป็นบวกต่อ MINT เพราะมีสัดส่วนรายได้ในยุโรปสูงถึง 60% ยิ่งถ้ามีการผ่อนคลายมาตรการ มีการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ซึ่งจะทำให้ทาง MINT ได้รับผลประโยชน์ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็น Local 75-80% และทำให้มีโอกาสขาดทุนน้อยกว่าที่คาด ซึ่งแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 35.00 บาท 

      บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ทางด้านวิเคราะห์หุ้นไทย บล. เคจีไอ คาดว่าผลการดำเนินงานของ CENTEL จะฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2564 เพราะมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นที่มาจากการดำเนินงานของโรงแรมในมัลดีฟส์ (20% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม) และความคืบหน้าของการเปิดจังหวัดภูเก็ตที่สามารถรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาส 3/2564 โดยรายได้จากโรงแรมในภูเก็ตคิดเป็น 15% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม แนะนำให้ซื้อราคาเป้าหมาย 35.00 บาท

      ท้ายสุดบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ทางด้านนักวิเคราะห์บล. กรุงศรี มองว่าแนวโน้มระยะสั้นยังคงอ่อนแอจาก Occupancy ในไตรมาส 2/2564 ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกสาม แต่ยังเชื่อว่าเม็ดเงินเพิ่มทุนของ ERW จนทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้นจนสามารถแบกรับผลขาดทุนในปี 2564 ขณะที่คาดว่าเมื่อประเทศได้เปิดประเทศในครึ่งหลังของปี 2564 ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมสถานการณ์การระบาดในประเทศไทยได้ดี, มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ, การใช้ภูเก็ตโมเดล ประกอบกับการเกิด Head Immunity ในยุโรปภายในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน จะช่วยกระตุ้นราคาหุ้นไทย ซึ่งแนะนำให้ซื้อราคาเป้าหมายที่ 3.60 บาท 

ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในประเทศไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แนะนำให้คุณติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อที่คุณจะได้ดูกราฟหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

Categories
บทวิเคราะห์

ค่าเงินบาทอ่อน! ต่างชาติกังวลวัคซีนขาดแคลนในไทย ทิ้งหุ้นเป็นแถว

      สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในประเทศไทย ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเปิดที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากชาวต่างชาติเทหุ้นไทยกันเป็นแถว ผลพวงมาจากวัคซีนในประเทศไทยมีปัญหาขาดแคลน มีการชะลอการฉีดวัคซีนออกไป ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาในการผ่อนคลายล็อคดาวน์ จึงทำให้ชาวต่างชาติมีความกังวล เกิดความรู้ไม่มั่นใจ และขายหุ้นไทยนั่นเอง แต่ทั้งนี้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงก็จริง แล้วตลาดการเงินทั่วโลกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เราได้นายพูน

พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์เงินบาทไทย และตลาดเงินทั่วโลกกัน 

ค่าเงินบาทอ่อนตัว มีแนวโน้มแกว่ง จากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ

      นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันที่ 17 มิถุนายน 2564 อยู่ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขนี้อ่อนตัวลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินบาทวันนี้ส่งผลให้มีเกณฑ์ในอนาคตจะแกว่งตัวแบบ Sideway เนื่องจากผู้เล่นตลาดต่างรอการประชุม FOMC ทั้งนี้ค่าเงินบาทวันนี้และในวันต่อๆ ไป อาจอ่อนตัวลงเรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติหลายคนขายหุ้นไทยออก เห็นได้จากนักลงทุนต่างชาติเริ่มขายทำกำไรหุ้นไทยมากขึ้น 

      โดยเหตุการณ์ที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยขายหุ้นไทย เกิดมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 14 และ 15 มิถุนายน ที่มีการประกาศการเลื่อนฉีดวัคซีนในประเทศไทย อาจเพราะว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาวะขาดแคลนวัคซีนโควิด 19 ทำให้มาตรฐานผ่อนคลาย Lockdown ต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน แต่ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงนั้น ยังดีที่ไม่ได้อ่อนค่าไปมาก เพราะผู้ส่งออกส่วนใหญ่ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ทั้งนี้หากเงินบาทอ่อนค่าใกล้ระดับ 31.20 – 31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจทำให้อนาคตค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบต่อไปมองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 31.10-31.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

      อย่างไรก็ตามทางนายพูน พานิชพิบูลย์ ยังวิเคราะห์สถานการณ์ผู้เล่นตลาดส่วนใหญ่ ในช่วงสถานการณ์การชะลอฉีดวัคซีนโควิด 19 ว่า อยู่ในภาวะระมัดระวังมากขึ้น และขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อรอลุ้นการประชุมเฟดที่จะทราบในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสฯ ตามเวลาของสหรัฐฯ ส่งผลให้ในฝั่งของตลาดหุ่นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ที่ปรับตัวขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับแรงเทขายกดดัน ซึ่งส่งผลให้ทางหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq ปิดตลาด -0.71% ส่วนดัชนี Dowjones ปิดลบอยู่ที่ -0.27% และดัชนี S&P ก็ลดลง -0.20% จากแรงเทขายทำกำไรหุ้นในกลุ่ม Cyclical ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลาดส่วนใหญ่ติดลบ ลดลงเป็นถ้วนหน้า ซึ่งปัจจัยนี้เองก็มีส่วนทำให้เงินบาทลดลงด้วยเช่นกัน 

      แต่ในทางกลับกันฝั่งยุโรปผู้เล่นตลาดหุ้นยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงหนุนให้ ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.26% แม้ว่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี จะเจอแรงขายทำกำไรอย่างเช่น Adyen -1.73%, Infineon Tech. -0.75% ก็ตาม 

      ในฝั่งของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตัวอยู่ที่ 0.4% สู่ระดับ 74.3 และ 72.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้การปรับตัวของราคาน้ำดิบคาดหวังว่าจะให้เศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้นหลังจากสถานการณ์การระบาดโควิด 19 ช่วยให้ความต้องการใช้พลังงานสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องได้ 

ตลาดการเงินอยู่ในภาวะระมัดระวัง ก่อนทราบผล FOMC

      ถึงแม้ค่าเงินบาทจะลดลง แต่ว่าตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ ยังอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 90.51 จุด ในส่วนของฝั่งยุโรปอย่างค่าเงินยูโร ก็ยังคงแกว่งตัวในระดับ 1.2125 ดอลลาร์ต่อยูโร ซึ่งไม่ต่างกับทางเงินเยน ที่ทรงตัวใกล้ระดับ 110 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ทางนายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย มองว่าเงินดอลลาร์ก็มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideway เช่นเดียวกับค่าเงินบาทวันนี้ ทั้งนี้ต้องรอดูสถานการณ์การประชุม FOMC ก่อน ดังนั้นตลาด เงินบาท และการเงินทั่วโลกจึงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ซึ่งคาดว่าที่ประชุม FOMC อาจมีการประชุมเพื่อปรับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น 

      อย่างไรก็ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นปัจจัยที่ทำให้ทาง FOMC ต้องเร่งหาวิธีแก้ปัญหาการเงินที่ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบ รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน 

Categories
คริปโตเคอเรนซี่

บิทคอยน์ชาวจีน แห่อพยพไปสหรัฐ หลังรัฐบาลกวาดล้างเหมืองขุดเหรียญ

      บิทคอยน์ ถือเป็นเหรียญดิจิทัลที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากไม่ว่าในสหรัฐฯ ฝั่งยุโรป ฝั่งเอเชีย หรือแม้กระทั่งประเทศจีนก็ตาม ซึ่งตอนนี้ก็มีนักขุดบิทคอยน์เรียกว่ามีทั่วโลกเลยก็ว่าได้ แต่ข่าวล่าสุดร้ฐบาลจีนประกาศกับชาวขุดเหรียญบิทคอยน์ ว่าจะปราบปรามเหมืองขุดเหรียญทั่วประเทศจีน งานนี้ทำนักขุดชาวจีนทุกคนกังวล หรือบางรายถึงขั้นอพยพไปอยู่ประเทศอื่นกันเลยทีเดียว

บิทคอยน์ ชาวจีนมีหนาว เมื่อรัฐบาลจีนสั่งกวาดล้างเหมืองขุดเหรียญ

      ในอาทิตย์นี้รัฐบาลจีนเรียกว่าคุมเข้มบิทคอยน์อย่างหนัก ล่าสุดสั่งปิด 26 โครงการขุดบิทคอยน์ในมณฑลเสฉวนอย่างนัก ซึ่งทางสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนาั่งขยายการกวาดล้างเหมืองขุดเหรียญบิทคอยน์อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในพื้นที่มณฑลเสฉวนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทางการรัฐได้สั่งปิดโครงการขุดเงินคริปโตเคอเรนซีในศูนย์กลางใหญ่

      ทั้งนี้การปราบปรามการขุดบิทคอยน์เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตบิทคอยน์ทั่วโลก แต่ทางสภาแห่งรัฐหรือครม. ของจีน ได้ยินยันเมื่อเดือนที่แล้วว่า จะทำการปราบปรามเหมืองขุดอย่างเด็ดขาด รวมถึงการซื้อขายอันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมความเสี่ยงทางการเงินของประเทศจีน 

      ทั้งนี้ไม่ใช่แค่ประเทศจีนที่เดียวที่มีมาตรการการปราบปรามเหมืองขุดเหรียญอย่างเดียว ยังมีประเทศอื่นที่มีมาตรการเช่นเดียวกับที่จีน อย่างเช่น มองโกเลีย ซึ่งแจ้งว่าการขุดเงินคริปโตเคอเรนซี่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากแหล่งที่ก่อมลพิษสูง อย่างเช่น ถ่านหิน แต่การกวาดล้างเหมืองบิกคอยน์ในมณฑลเสฉวน ใช้พลังงานไฟฟ้า พลังน้ำกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อทำธุรกรรมบิทคอยน์โดยเฉพาะ 

      ทั้งนี้ทางคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปมณฑลเสฉวน และสำนักงานพลังงานเสฉวนได้ออกประกาศการปราบปรามเหมืองขุดเหรียญไปเมื่อวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน เพื่อสั่งปิดโครงการขุดเงินที่ผิดกฎหมาย 26 โครงการภายในอาทิตย์นี้ 

      ซึ่งข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า มณฑลเสฉวนถือเป็นแหล่งขุดเหรียญใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของจีน โดยผู้ขุดเหรียญหลายรายได้ย้ายไปที่เสฉวนในช่วงฤดูร้อน ที่มีฝนตกเพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำฝนเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า 

      แต่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนเริ่มปราบปรามเหมืองขุดเหรียญ ซึ่งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้ได้เข้าไปปราบปรามเหมืองขุดที่ยูนนาน ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศจีน เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าผิดกฎหมาย ตามรายงานของ China Securities Journal แผนกพลังงานของจังหวัดขู่ว่าจะตัดกระแสไฟฟ้าให้กับผู้ที่จับได้ว่าใช้ไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองคริปโต

      ขณะที่ South Chana Morning Post (SCMP) รายงานว่า สำนักงานพลังงานยูนนาน จะตัดการจ่ายไฟให้กับทุกคนที่ใช้ไฟฟ้าผิดกฎหมายเพื่อทำเหมืองบิทคอยน์ รวมถึงผู้ใช้ที่หลบเลี่ยงค่าไฟฟ้า เจ้าหน้าที่จะปิดการทำเหมือง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายที่เกี่ยวข้องกับทางใช้ไฟฟ้า

Mining rigs of a super computer are pictured inside the bitcoin factory ‘Genesis Farming’ near Reykjavik, on March 16, 2018. – At the heart of Iceland’s breathtaking lava fields stands one of the world’s largest bitcoin factories at a secret location rich in renewable energy which runs the computers creating the virtual currency. (Photo by Halldor KOLBEINS / AFP)

นักขุดหรียญบิทคอยน์ชาวจีน อพยพย้ายไปอยู่สหรัฐ

      อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่าทางรัฐบาลจีนมีมาตรการปราบปรามเหมืองขุดบิทคอยน์ ซึ่งตอนนี้ทางการจีนได้ส่งกำลังไปปราบปรามทั้งที่ยูนนานและเสฉวน ส่งผลให้เกิดการอพยพออกนอกประเทศจีนมากขึ้น ซึ่งมีรายงานจาก CNBC จุดหมายของผู้อพยพชาวจีน ส่วนใหญ่ต้องการอพยพไปที่อเมริกาเหนือ โดยเฉพาะรัฐเท็กซัส เนื่องจากรัฐเท็กซัสเป็นรัฐที่มีราคาพลังงานต่ำที่สุดในโลก พร้อมกับส่วนของพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น

      โดยในปัจจุบันรัฐเท็กซัสถือเป็นเมืองที่เป็นผู้นำด้านพลังงานไฟฟ้าจากพลังลม ซึ่งผลิตพลังงานได้เกือบ 30% ของยอดรวมในประเทศสหรัฐฯ นอกจากนี้เท็กซัสยังมีเครือข่ายพลังงานที่ไม่ได้ถูกควบคุม ซึ่งทำให้เหล่านักขุดเหรียญบิทคอยน์ชาวจีนสามารถขุดบิดคอยน์ได้อย่างสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้นำทางการเมืองและนายธนาคารให้การสนับสนุนบิทคอยน์ ทำให้เท็กซัสกลายเป็นจุดหมายที่เหล่านักขุดเหรียญหลายคนใฝ่ฝัน

      ทั้งนี้ทาง Brandon Arvanaghi อดีตวิศวกรความปลอดภัยของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโต โดยกล่าวว่า “คุณกำลังจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในเท็กซัสเรามีผู้ว่าการอย่าง Greg Abbott ที่ช่วยส่งเสริมการทำเหมือง และมันจะกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างแท้จริงในสหรัฐฯ

Categories
blockchain

Blockchain ที่จีน เริ่มทดลองจ่ายเงินเดือนด้วย Digital Yuan

      Blockchain (บล็อคเชน) นับว่าเป็นศัพท์ใหม่ในไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ที่ช่วยรักษาความปลอดภัยในโลกดิจิทัล ซึ่งมีความน่าเชื่อถือ แถมยังเป็นระบบความปลอดภัยที่ไม่ต้องอาศัยคนกลาง ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยที่หละหลวม และทำให้โลกดิจิทัลกลายเป็นสื่อที่หลายคนกลัว และมองว่าเป็นพื้นที่ที่อันตราย 

      แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยี Blockchain ที่เน้นระบบความปลอดภัยเป็นหลัก กลับเป็นที่นิยมและเริ่มเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกมากขึ้น อย่างเช่นประเทศจีนที่เริ่มทดลองจ่ายเงินเดือนด้วย Digital Yuan ผ่านระบบ Blockchain ดังนั้นวันนี้เราเลยจะมาบอกว่า เทคโนโลยี Blockchain ทำอะไรได้บ้าง แล้วสถานการณ์ที่ประเทศจีนที่เริ่มใช้ระบบมาช่วยจ่ายเงินเดือนเป็นอย่างไรบ้าง

Blockchain ระบบเพิ่มความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

      อย่างที่เราบอกก่อนไปก่อนหน้าว่าโลกของดิจิทัลเรามีความจำเป็นต้องพึ่งพาบุคคลที่ 3 หรือที่เรียกว่า Centralized Trusted Party ที่เข้ามาเป็นคนกลาง มีหน้าที่คอยตรวจสอบความน่าเชื่อถือเวลาทำธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งถ้าคุณเคยใช้งานธุรกรรมออนไลน์เชื่อว่าคุณคงเคยเห็นคำว่า Secured หรือ Protected by ตามด้วยชื่อตัวกลางใดๆ เหตุที่ต้องมีเพราะใช้เพิ่มความน่าเชื่อ ความปลอดภัย แต่เมื่อมี Blockchain ที่เป็นเทคโนโลยีเพิ่มความปลอดภัย เพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องพึ่งพาคนกลาง ทีนี้ไม่ว่าคุณจะทำธุรกรรมออนไลน์ก็มั่นใจความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี Blockchain ทั้งนี้ถ้าคุณมองว่า Blockchain ทำอะไรได้บ้าง เราขอยกตัวอย่างดังนี้

  • เทคโนโลยี Blockchain ใช้ในด้านธุรกรรมออนไลน์
  • ใช้ Blockchain ในงานการกุศล
  • สำหรับติดตามกระบวนการโลจิสติกส์
  • Backup ข้อมูลด้วยเทคโนโลยี Blockchain

      ทั้งนี้ระบบการทำงานของเทคโนโลยี Blockchain เป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลอย่างหนึ่ง (Data Structure) ที่ทำให้ข้อมูล Digital Transaction ของแต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุกคนได้ หรือให้เปรียบง่ายๆ จะคล้ายกับห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้เหล่า Block ทั้งหลายลิงก์ต่อกันไปยังทุกคน โดยที่เราสามารถทราบได้ว่าใครเป็นเข้าของและมีสิทธิ์ในการดูข้อมูลนั้นบ้าง

      เมื่อบล็อคของข้อมูลได้ถูกบันทึกเข้าไปใน Blockchain แล้ว จะไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูล เวลาที่มีใครต้องการจะเพิ่มข้อมูล ทุกๆ คนในเครือข่ายซึ่งล้วนแต่มีสำเนา ถึงจะสามารถรัน Algorithm เพื่อตรวจสอบ Transaction โดย Transaction ใหม่นี้จะได้รับอนุญาต ต่อเมื่อในเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงทำให้เทคโนโลยีนี้ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยนั่นเอง จนเริ่มเป็นที่ยอมรับ หลายหน่วยงาน หลายประเทศจึงเริ่มให้ความสนใจ และเริ่มหันมาใช้ระบบนี้กัน อย่างเช่น ประเทศจีน

ประเทศจีนเตรียมทดลองจ่ายเงินเดือนด้วยเทคโนโลยี Blockchain

      เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวจากประเทศจีนว่า คนงานในเมือง Xiong’an รับเงินเดือนค่าจ้างเป็นหยวนดิจิทัล ผ่านระบบ Blockchain โดยการทดลองจ่ายเงินเดือนนี้เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างทางธนาคารแห่งประเทศจีนสาขา Xiong’an ในจังหวัด Hebei และทางกลุ่ม Xiong’an Group Digital City Technology โดยทางบริษัทผู้รับเหมาได้ใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยี Blockchain ในการชำระเงินกองทุน Xiong’an เพื่อจ่ายเงินเดือนค่าจ้างเป็นเงินหยวนดิจิทัล ให้แก่ช่างก่อสร้าง เพียงแค่พนักงานป้อนรหัสกระเป๋าเงิน จำนวนเงินเดือนและข้อมูลอื่นๆ บนเทคโนโลยี Blockchain เงินหยวนดิจิทัลก็จะถูกโอนไปที่กระเป๋าเงินส่วนตัวของช่างก่อสร้าง 

      ทั้งนี้การมีเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาช่วยดูแลระบบการจ่ายเงิน ทำให้บริษัททำงานได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ลดปัญหาตัวกลางในการชำระเงินออกไป แถมทาง Xiong’an ก็กำลังเร่งหาวิธีที่จะทำให้เงินหยวนดิจิทัลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้การใช้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้น โดย Xiong’an เป็นหนึ่งในเมืองแรกๆ พร้อมกับเมือง Shenzhen และ Suzhou ที่เริ่มทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัล และมีรายงานว่า BTCManager กระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ตัวแรกที่ใช้สำหรับหยวนดิจิทัล ซึ่งถูกพัฒนาโดยธนาคารการเกษตรแห่งประเทศจีน (ABC) ได้เปิดตัว Xiong’an ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

      แต่การทดลองจ่ายเงินหยวนดิจิทัลครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของประเทศจีน เพราะทางรัฐบาลของจีนเคยจ่ายเงินเดือนเป็นเงินหยวนดิจิทัล ให้กับพนักงานในเขต Xiangcheng เมือง Suzhou ไปเมื่อเดือนเมษายนปี 2020 ไปแล้ว ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทางการของจีนใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการจ่ายเงินเดือนเป็นดิจิทัลหยวน 

      อย่างไรก็ตามนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่ Blockchain เข้ามามีส่วนทำให้ธุรกรรมออนไลน์มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ รวดเร็ว เพิ่มความง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น หมดข้อสงสัยว่า Blockchain ทำอะไรได้บ้าง ซึ่งในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่ระบบนี้จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และคนทั่วโลกจะเริ่มหันมาใช้สกุลเงินดิจิทัลกันมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน 

Categories
หุ้น

ตลาดหุ้นราคาผันผวนตลอด เกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง?

      ตลาดหุ้น หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ ตลาดที่รวมของบริษัทหลายๆ บริษัทที่ได้ทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้นักลงทุนเข้ามาร่วมลงทุน และนักลงทุนที่ร่วมลงทุนนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นเจ้าของในบริษัทนั่นเอง ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นถือเป็นการออมเงินระยะยาวอีกช่องทางหนึ่ง

      แต่การลงทุนในตลาดหุ้น แม้จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ดี แต่กว่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของตลาดหุ้น โดยเฉพาะราคาหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงมาทำความเข้าใจเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นกัน

ตลาดหุ้นราคาเปลี่ยนแปลงเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ

      ปัจจัยทางเศรษฐกิจเรียกว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ ตลาดหุ้น และ ราคาหุ้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในหลักทรัพย์อย่างยิ่ง เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจอาจนำมาซึ่งผลกระทบด้านอื่นๆ แถมยังส่งผลเป็นคลื่นใต้น้ำทางจิตวิทยาทำให้นักลงทุนหลายคนเกิดความลังเล หรือถ้าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจในประเทศขาขึ้นสุด ก็เป้นการสร้างจิตวิทยาให้นักลงทุนอยากลงทุนด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ใช่ว่าเศรษฐกิจในประเทศจะส่งผลต่อตลาดหุ้นในไทยอย่างเดียว บางทีเศรษฐกิจในประเทศยักษ์ใหญ่ ก็ส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกด้วยเช่นกัน 

ทั้งนี้ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผู้ลงทุนควรเก็บมาพิจารณาก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้นของบริษัทต่างๆ มีดังนี้ 

  • สภาพคล่องทางการเงิน

      เมื่อไหร่ที่เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน นั่นหมายความว่ากิจการขาดเงินหมุนเวียนที่จะใช้ในการดำเนินงาน อธิบายง่ายๆ คือ ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ของกิจการที่จะครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี จนถูกฟ้องร้อง และสั่งให้ปิดกิจการในที่สุด ซึ่งสาเหตุอาจเกิดมาจาก สภาพเศรษฐกิจไม่ดี ขายของไม่ได้ ขาดทุน ขาดเงินหมุนเวียน ทั้งนี้เราสามารถดูสภาพคล่องทางการเงินของแต่ละบริษัทได้จากอัตราส่วนสภาพคล่อง คือการนำสินทรัพย์หมุนเวียนมาเทียบกับหนี้สินหมุนเวียน หรือเท่ากับสินทรัพย์หมุนเวียนหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ซึ่งผลลัพธ์ที่ดีควรมีค่ามากกว่า 1 

  • อัตราดอกเบี้ย

      หากอัตราดอกเบี้ยกู้ขยับตัวสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้กำลังซื้อจากคนทั่วไปที่เป็นหนี้ลดตามไปด้วย เพราะมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายสูงขึ้น ต้องระมัดระวังการจ่ายเงิน แต่ในทางตรงกันข้าม หากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับต่ำ ผู้คนจะมีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้ธุรกิจต่างๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้คนมีกำลังซื้อตลาดหุ้นมากขึ้นด้วยเช่นกัน

  • ภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ

      ภาวพเศรษฐกิจต่างประเทศ นอกจากจะมีผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกแล้ว ยังส่งผลต่อราคาหุ้นในประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศคู่ค้า หากอยู่ในสภาพดี ทำให้ความต้องการสินค้ามากขึ้น แต่ในทางกลับกันถ้าสภาพเศรษฐกิจของคู่ค้าไม่ดี ก็ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าและบริการของประเทศลดลงด้วย

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างประเทศ

      ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นเฉพาะกับธุรกิจ อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ หากค่าเงินบาทอ่อนตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายในการสั่งสินค้าก็สูงขึ้น และธุรกิจส่งออกก็ได้รับผลดีไปด้วย ในทางกลับกันถ้าค่าเงินบาทแข็งตัว ธุรกิจที่นำเข้าสินค้าก็จะได้รับประโยชน์ และธุรกิจส่งออกกลับเสียประโยชน์ 

  • ปัจจัยเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์หรือตัวหลักทรัพย์

      ในส่วนของปัจจัยตลาดหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่จะเกิดจากปัญหาการเก็งกำไรที่มากเกินไป จนทำให้ปัจจัยพื้นฐานรองรับไม่ไหว และทำให้ดอกเบื้ยไม่เอื้อต่อนักลงทุน ส่วนของตัวหลักทรัพย์ จะมีเรื่อง ผลกำไร ฐานะการเงินของบริษัทจดทะเบียน อาจส่งผลต่อราคาหุ้นได้

ปัจจัยทางการเมือง และการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ

      ตลาดหุ้นจะผกผันตามปัจจัยทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่อราคาหุ้นได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัจจุยการเมืองในประเทศ นอกจากนี้การทำงานของรัฐบาลที่เป็นผู้ออกนโนบายการจัดการต่างๆ ในประเทศ หากจัดการผิดหรือวางแผนไม่ดี ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดอัตราภาษี การส่งเสริมการลงทุน การหาตลาดต่างประเทศ การส่งออก สินค้านำเข้าประเทศ และอื่นๆ มิหนำซ้ำถ้าปัญหาเศรษฐกิจในประเทศอยู่ในระยะเวลานาน ก็อาจส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกด้วยเช่น

      ส่วนปัจจัยที่มาจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ เหตุผลหลักๆ ก็เพราะตลาดหุ้นในประเทศมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับปริมาณเงินของนักลงทุนต่างชาติ จึงทำให้ราคาหุ้นต้องปรับราคาให้สูงตามเงินของนักลงทุนต่างชาติ แต่ในทางกลับกันหากนักลงทุนต่างชาติย้ายเงินทุนออก และไปลงทุนที่ประเทศอื่นเพราะยังมีตลาดหุ้นทั่วโลกให้เขาได้เลือกลงทุนอีก

และนี่คือข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้ราคาตลาดหุ้นผกผันอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นก่อนที่คุณจะลงทุนหุ้น แนะนำให้คิดพิจารณาให้ดี เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง

Categories
บทวิเคราะห์

หุ้นน่าซื้อ WICE และ CHG ประจำไตรมาสที่ 2/64 Part 1

      หุ้นน่าซื้อในไตรมาสที่ 2/64 เดินทางกันมาถึงครึ่งปี 2564 แบบนี้ เหล่านักลงทุน นักเล่นหุ้นหลายคนคงกำลังรอบทวิเคราะห์หุ้นตัวไหนน่าซื้อกันอยู่ใช่ไหม วันนี้เราเลยเตรียมข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อประกอบการพิจารณาเลือกซื้อหุ้นในไตรมาสที่ 2/64 จะมีบริษัทไหนที่เข้าข่ายสามารถทำกำไรสุทธิสถิติใหม่ (นิวไฮ) ได้บ้าง ซึ่งในบทความนี้เราขอยก 2 หลักทรัพย์ ที่คาดว่าจะทำนิวไฮได้ คือ WICE และ CHG

หุ้นน่าซื้อ WICE ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์

หุ้นน่าซื้อ ที่เราจะนำมาวิเคราะห์เนื่องจากเป็นหุ้นที่น่าสนใจประจำปีไตรมาสที่ 2/64 มีด้วยกัน 2 ตัว แต่ทางเราขอพูดถึงหุ้นที่น่าซื้อ อย่าง WICE ธุรกิจโลจิสติกส์กันก่อน 

      หุ้นน่าซื้อตัวแรกของ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE มีมุมมองจาก บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในการวิะเคราะห์ว่า WICE ในไตรมาสที่ 2/64 มีแนวโน้มว่าจะสามารถทำกำไรสถิติใหม่เป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน ต่อจากไตรมาส 1/2564 ที่มีกำไรสุทธิออกมา 81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.0% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 167.0% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของ GPM ที่ขยายจาก 13.1% ในไตรมาส 4/2563 เป็น 17.1% ในไตรมาส 1/2564 ทำให้กำไรสุทธิดีกว่าคาดของทางฝ่ายวิจัยที่ 22% และยังคิดเป็น 33% ของประมาณการ

      อีกทั้งคณะผู้บริหารยังเปิดเผยทิศทางไตรมาส 2/2564 อุปสงค์ของภาคส่งออกยังแข็งแรง โดยเฉพาะสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ในขณะเดียวกันอุปทานเรือยังคงตึงตัวคล้ายกับไตรมาสก่อน ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของการขนส่งสินค้าทางทะเล จะทรงตัวระดับสูง 17.3% ส่วนอุปทานเครื่องบินจะดีขึ้นเล็กน้อย 

นอกจากนี้ประเมินผลการเติบโต 1-2 ปี โดยผู้บริการเผยแผนที่น่าสนใจ มาถึง 6 แผนด้วยกัน 

  • มาให้น้ำหนักกับการขนส่งเส้นทางสหรัฐมากขึ้น เพราะหลังจากโควิด 19 ทำให้วิธีการขนส่งเข้าสหรัฐเปลี่ยนไปโดยผู้บริหารตั้งเป้ารายได้เพิ่มเท่าตัวเป็น 500 ล้านบาทปีนี้
  • เพิ่มธุรกิจกลุ่มลูกค้าจีนที่ย้ายฐานมาประเทศไทยเป้า 200 ล้านบาท
  • จัดซื้อตู้คอนเทนเนอร์ให้ครบ 200 ตู้ตามแผน เพื่อดันธุรกิจขนส่ง ของ ETL 
  • ETL จะเพิ่มเที่ยวตู้ขนส่งแบบ LTL ซึ่งเป็นมาร์จิ้นสูงมาก จาก 1 ตู้ต่อสัปดาห์เป็นวันละ 1 ตู้ 
  • ดัน ETL จดทะเบียนเจ้าตลาดหุ้นในปีหน้า เพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตที่สูงมาก
  • เช่าคลังสินค้าอีก 1 แห่งเพื่อขยายการบริการ โดยทางบริษัทตั้งเป้าหมายปี 2564 ว่าจะทำรายได้ 4.8 พันล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ไม่ต่ำกว่า 6% 

      ซึ่งถ้าคุณสงสัยว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อละก็ WICE ก็เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่น่าลงทุน เพราะต้องบอกเลยว่าในช่วง 1-2 ปีมานี้ ธุรกิจโลติสติกส์เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ธุรกิจโลจิกติกส์เติบโตทั้งทั่วโลก 

CHG ธุรกิจโรงพยาบาล หุ้นที่น่าซื้อ ประจำปีไตรมาส 2/2564

      หุ้นน่าซื้อตัวถัดมา เป็นหุ้นในธุรกิจโรงพยาบาล ประเภทธุรกิจแนวสุขภาพ ของบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG โดยในมุมมาองจาก บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มองว่า CHG เป็นหุ้นที่น่าซื้อ เพราะคาดว่ามีแนวโย้มในไตรมาส 2/2564 ว่าจะสามารถทำกำไรสุทธิสูงสุดใหม่อยู่ที่ 330-350 ล้านบาท ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่จากปีก่อนและไตรมาสก่อน

      โดยในไตรมาส 2/2563 มีกำไรสุทธิ 156 ล้านบาท และไตรมาส 1/2564 มีกำไรสุทธิ 252 ล้านบาท พร้อมคาดเดากำไรสุทธิในปี 2564-2565 จะเพิ่มขึ้น 9% และเพิ่มขึ้น 6% สะท้อนจากการปรับรายได้เพิ่มขึ้น และค่า EBITDA margin เพิ่มขึ้นเป็น 28.4% ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2564-2565 นี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 31% และเพิ่มขึ้น 7% ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ทางบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ เติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ประกอบกับ 2 โรงพยาบาลที่เปิดใหม่ในเครือดีขึ้น และรายได้จากการบริหารสถานพยาบาลนั่นเอง 

      ทั้งนี้โรงพยาบาลจุฬารัตน์เป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในแถบตะวันออก โดยมีเครือโรงพยาบาลทั้งหมด 14 แห่ง โครงสร้างรายได้ในไตรมาส 1/2564 มาจากรายได้จากคนไข้เงินสด 59% จากคนไข้ประกันสังคม 32% และจากโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 9% รวมถึงการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ระลอกใหม่ ทำให้ได้รายได้จากการตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้น โดยในเดือนเม.ย.-พ.ค. 2564 ตรวจโควิดอยู่ที่ 1,000 รายต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 300 รายต่อวันในไตรมาส 1/2564 ส่วนอัตราการใช้เตียง IPD สำหรับผู้ป่วยโควิด และ Hospitel อยู่ที่ 70-80% และ 60% ตามลำดับ 

      อย่างไรก็ตามรายได้ที่แจ้งไปยังไม่รวมโควิดในช่วงเม.ย.-พ.ค.2564 เติบโตได้จากงวดเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากบริการฉุกเฉิน, แลป, และโรคเกี่ยวกับหัวใจ ประกอบกับมีรายได้จากการบริหารสถานพยาบาลเข้ามาช่วยเสริม ทั้ง Koh Lan Medical Unit คาดรายได้ 2 ล้านบาทต่อเดือน และ Pattaya City Hospital คาดรายได้ 20 ล้านบาทต่อเดือน