เปิดโผ 3 หุ้นไทยขนาดเล็ก แต่แนวโน้มกำไรดี!

Share Post:

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

บล.กสิกรไทยได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หุ้นไทย ขนาดเล็กที่มีแนวโน้มกำไรดี น่าซื้อ มี 3 ตัวด้วยกัน นั่นก็คือ ASK ที่มีกำไรปี 64 เติบโต 33%, CHAYO ซึ่งมีกำไรเติบโตถึง 58% และ EPG ที่กำไรเติบโตถึง 28% งานนี้หุ้นแต่ละตัวมีปัจจัยอะไรบ้างที่หนุนการเติบโตให้กำไรเพิ่มสูงขึ้นบ้าง บทความนี้มีคำตอบ!

https://www.freepik.com/free-photo/stock-market_ 

3 หุ้นไทยขนาดเล็ก ที่มีปัจจัยหนุนให้กำไรโต!

1. หุ้น ASK

สำหรับ หุ้นไทย ตัวแรก YoY ประเดิมที่ ASK โดยมองว่ากำไรปีนี้อยู่ที่ 1.17 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 33% ส่วนปี 65 จะอยู่ที่ 1.45 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 23.7% ส่วนปี 66 จะอยู่ที่ 1.65 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 13.3% ซึ่งปัจจัยหนุนการเติบโตด้านกำไรที่สำคัญนั้นมาจาก

  • การเติบโตที่แข็งแกร่งของสินเชื่อ 24.4%ในปี 64 และสัดส่วน 21.6% ในปี 65 จากขาขึ้นของอุปสงค์รถบรรทุก
  • ขาขึ้นของ loan yield เนื่องจาก ASK หันไปมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มี yield สูงขึ้น
  • การเติบโตในธุรกิจรายได้ที่มีใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR)ปี 64-66 ที่ 22%
  • ทั้งนี้ ยอดขายรถบรรทุกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น 50.4% YOY ใน1Q64 แม้ราคาหุ้นในปัจจุบันจะปรับเพิ่มขึ้นไป 54% YTD แต่ยังถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับหุ้นการลงทุนอื่นในกลุ่มที่ PER และ PBV ปี 64 ในระดับ 16.0 เท่า และ 2.1 เท่า 

    2. หุ้น EPG

    สำหรับ EPG คาดรายงานกำไรปี FY65 ที่เติบโตขึ้น 33% นั้นมีปัจจัยมาจาก

  • ธุรกิจฉนวนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการลงทุนในสหรัฐฯ
  • ยอดขายยานยนต์ในตลาดโลกที่เติบโตขึ้น ซึ่งจะหนุนธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ของ EPG 
  • การใช้บริการจัดส่งอาหารมากขึ้น คาดว่าจะกระตุ้นธุรกิจ บรรจุภัณฑ์อาหารในประเทศของ EPG ขึ้นได้
  • ทั้งนี้เชื่อว่ากำไรสุทธิโตรมาส 4/FY64 ที่ต่ำกว่าคาดว่าเป็นเพียงการสะดุดในระยะสั้นเท่านั้น โดยการดำเนินงานโดยรวมของ EPG จะยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากอุปสงค์ที่สะสมจากช่วงก่อน (pent-up demand) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการปรับเพิ่มราคาขายสินค้าบางอย่างขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับราคาปิโตรเคมี โบรกเกอร์จึงคาดว่ารายได้และกำไรไตรมาส1 /FY65 จะเติบโตขึ้นทั้ง YOY และ QOQ ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่ปรับลดลงไป 7% เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2564 คือโอกาสอันดีที่คุณจะสะสมและถือยาว ๆ 

    3. หุ้น CHAYO 

    จากรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในปี 64-66 ในกลุ่ม AMC ที่โบรกเกอร์วิเคราะห์อยู่ คาดว่า CHAYO จะรายงานกำไรสุทธิที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 31 % ระหว่างปี 64 มาอยู่ที่ 245 ล้านบาท ปี 65 ที่ 310 ล้านบาท และปี 66 อยู่ที่ 347 ล้านบาทด้วยแรงขับเคลื่อนหลักจาก

  • การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากทั้งพอร์ต NPL ที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันจากการเก็บเงินสดที่เพิ่มขึ้นและพอร์ตสินเชื่อที่ใหญ่ขึ้น
  • ความสามารถในการทำกำไรที่มากขึ้น
  • โดยกำไรสุทธิปี 64-65 มี upside หลัก 2 รายการ คือ CHAYO JV (CHAYO ถือหุ้นอยู่ 55%) จะเริ่มดำเนินธุรกิจในช่วงต้น มิ.ย. 64 ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1.8 พันล้านบาทในพอร์ต NPL ที่มีหลักประกันขนาดใหญ่ และจากฐานเงินทุนที่ 1.8 พันล้านบาท คาดว่า ROE ของ CHAYO JV จะอยู่ในระดับเดียวกับของ CHAYO ในกรอบ 10-15% และคาดจะสร้างส่วนแบ่งกำไรให้กับ CHAYO ที่กรอบ 99-149 ล้านบาท

    https://www.freepik.com/free-photo/stack-five-rows-coins_

    ความเห็นและกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยทั้ง 3 ตัว

    โบรกเกอร์ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ หุ้นไทย ทั้ง 3 ตัว เอาไว้ดังนี้

  • หุ้น ASK ให้ซื้อที่ราคาเป้าหมายเดิมสำหรับกลางปี 65 ที่ 44.7 บาท แม้ราคาหุ้นจะเพิ่มไปแล้ว 7% แต่จากการวิเคราะห์ ASK ก็ยังมีมูลค่าซื้อขายที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • หุ้น EPG จากกลยุทธ์การลงทุนควรซื้อด้วยราคาเป้าหมายเดิมปี FY65 (มี.ค. 65) ที่ 14 บาท โดยโบรกเกอร์มองว่าทิศทางการเติบโตของบริษัทฯ และทั้งอุตสาหกรรมยังอยู่ในแนวบวก
  • หุ้น CHAYO จากรายงานกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในปี 64-66 ในกลุ่ม AMC ทำให้ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 19.40 บาท จากเดิม 17.20 บาท จึงควรซื้อเก็บไว้