หุ้นไทยเตรียมพุ่ง เปิดประเทศใน 120 วัน

Share Post:

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

      เมื่อไม่นานมานี้ทางนายกรัฐมนตรีได้มีการแถลงการณ์ว่าจะเปิดเประเทศภายใน 120 วัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย แบบไม่ต้องกักตัว แต่จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้วเท่านั้น ที่จะสามารถเดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องกักตัว ทั้งนี้มติเกิดจากการรวมความเห็นภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วก็เห็นด้วยเพราะนี้คือสิ่งเดียวที่จะต่อลมหายใจเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการแถลงของนายกนี้ นักวิเคราะห์หุ้นไทยหลายคนก็ให้ความคิดเห็นกันมากมาย 

หุ้นไทยจะออกมารูปแบบไหน ถ้าเปิดประเทศ

      ซึ่งแผนการเปิดประเทศภายใน 120 วัน โดยทางรัฐจะประเดิมโมเดลทดลองภูเก็ต แซนบ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ก่อนในวันที่ 1 ก.ค. 2564 หลังจากนั้นก็จะเป็นคิวของการเปิดประเทศครั้งใหญ่ในรอบ 2 ปี เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว การจ้างงาน ระบบเศรษฐกิจในประเทศให้สามารถเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง ทำให้หลายธุรกิจ กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มนักลงทุน ก็ออกมาเห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาลไทยตัดสินใจ เพราะเศรษฐกิจไทยในตอนนี้เรียกว่าเดินมาถึงจุดต่ำที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งมาตรการเปิดประเทศนี้ออกมาทำให้หุ้นไทย หรือ ตลาดหุ้นไทย เริ่มมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเช่นกันเดียวกัน 

      โดยตลาดหุ้นไทยกราฟในสัปดาห์ที่ผ่านมา (14-18 มิ.ย. 2564) ปิดที่ 1,612.98 จุด ลดลง 20.08 จุด หรือลดลง 1.23% จากสัปดาห์ก่อนหน้า และมีมูลค่าการซื้อขาย 4.6 แสนล้านบาท โดยดัชนีปรับขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 1,633.06 จุดในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนที่ปลายสัปดาห์จะปรับตัวลงมาทะสอบจุดต่ำสุดที่ 1,612.98 จุด ซึ่งทางด้านนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยระบุว่าหุ้นไทยถูกกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าคาด รวมถึงส่งสัญญาณเตรียมปรับลดเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลในการดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE Tapering) 

      แต่ถึงอย่างไรดัชนีหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์จะคาดการณ์ ส่วนหนึ่งคาดว่าเพราะนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศเป้าหมายเปิดประเทศภายใน 120 วัน หรือภายในไตรมาส 4 ปี 2564 นี้ ทั้งนี้หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับการเปิดประเทศ อย่างเช่น หุ้นกลุ่มสายการบิน หุ้นสายท่องเที่ยว หรือกลุ่มโรงแรม ก็เริ่มทยอยปรับตัวขึ้นตามที่นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์เปิดประเทศ

      ทั้งนี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบิน เช่น บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บมจ.สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) BA และ AAV อาจมีเกณฑ์ที่ดีมากขึ้น เมื่อได้เปิดประเทศ

      รวมถึงกลุ่มที่ได้รับกระทบการอ้อม อย่างเช่น กลุ่มโรงพยาบาล บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) กลุ่มขนส่ง บมจ.พริมา มารีน (PRM) บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางราง บีทีเอสโกรท (BTSGIF) กลุ่มค้าปลีก บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) และ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) และสุดท้ายกลุ่มพลังงาน บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) และ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) 

ภาคธุรกิจเอกชนเตรียมตัวก่อนเปิดประเทศ 120 วัน 

      นอกจากหุ้นไทยที่มีเกณฑ์ดีขึ้นเมื่อมีการประกาศเปิดประเทศอีก 120 วัน ตลาดหุ้นไทย กลับมาคึกคัก ตลาดหุ้นไทยกราฟมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแล้ว ทางภาคธุรกิจเอกชนเองก็เตรียมความพร้อม ขานรับคำแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน 

      โดยทางด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทย เผยว่าการที่ประเทศไทยจะเริ่มเปิดภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ วันที่ 1 ก.ค. นี้ จะทำให้ทั่วโลกรู้ว่าประเทศไทยสามารถควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสได้ และจะทดลองระบบสาธารณสุข ซึ่งหากการเปิดภูเก็ตประสบความสำเร็จ จะถือว่าเป็นต้นแบบของพื้นที่อื่น ที่เตรียมตัวในอีก 120 วันข้างหน้า และเชื่อว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากกว่า 300,000 คน นักท่องเที่ยว 1 ล้านคนจะเดินทางมาไทยด้วยการใช้จ่าย 50,000 บาทต่อคนต่อเที่ยว รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 4 และจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.3% ในปี 2564 จากประมาณการครั้งก่อนที่ 0.5-2% ในปี 2564 

      ขณะเดียวกันทางด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ถ้าเปิดประเทศภายในเดือน ต.ค. 2564 นี้ จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น เนื่องจากเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่จะเร่งฉีดวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ และเปิดประเทศภายในเดือน ธ.ค. ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 2 แสนล้านบาทต่อเดือน หากรวมแล้วใน 2 เดือนสุดท้ายของปีจะมีเม็ดเงินเข้ามาฉีดจีดีพีสูงถึง 4-5 แสนล้านบาท