ค่าเงินบาทอ่อน! ต่างชาติกังวลวัคซีนขาดแคลนในไทย ทิ้งหุ้นเป็นแถว

Share Post:

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

      สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในประเทศไทย ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเปิดที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากชาวต่างชาติเทหุ้นไทยกันเป็นแถว ผลพวงมาจากวัคซีนในประเทศไทยมีปัญหาขาดแคลน มีการชะลอการฉีดวัคซีนออกไป ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาในการผ่อนคลายล็อคดาวน์ จึงทำให้ชาวต่างชาติมีความกังวล เกิดความรู้ไม่มั่นใจ และขายหุ้นไทยนั่นเอง แต่ทั้งนี้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงก็จริง แล้วตลาดการเงินทั่วโลกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เราได้นายพูน

พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์เงินบาทไทย และตลาดเงินทั่วโลกกัน 

ค่าเงินบาทอ่อนตัว มีแนวโน้มแกว่ง จากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ

      นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย เผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันที่ 17 มิถุนายน 2564 อยู่ที่ระดับ 31.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตัวเลขนี้อ่อนตัวลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินบาทวันนี้ส่งผลให้มีเกณฑ์ในอนาคตจะแกว่งตัวแบบ Sideway เนื่องจากผู้เล่นตลาดต่างรอการประชุม FOMC ทั้งนี้ค่าเงินบาทวันนี้และในวันต่อๆ ไป อาจอ่อนตัวลงเรื่อยๆ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติหลายคนขายหุ้นไทยออก เห็นได้จากนักลงทุนต่างชาติเริ่มขายทำกำไรหุ้นไทยมากขึ้น 

      โดยเหตุการณ์ที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยขายหุ้นไทย เกิดมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 14 และ 15 มิถุนายน ที่มีการประกาศการเลื่อนฉีดวัคซีนในประเทศไทย อาจเพราะว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาวะขาดแคลนวัคซีนโควิด 19 ทำให้มาตรฐานผ่อนคลาย Lockdown ต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน แต่ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงนั้น ยังดีที่ไม่ได้อ่อนค่าไปมาก เพราะผู้ส่งออกส่วนใหญ่ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ทั้งนี้หากเงินบาทอ่อนค่าใกล้ระดับ 31.20 – 31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจทำให้อนาคตค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบต่อไปมองกรอบค่าเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 31.10-31.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ 

      อย่างไรก็ตามทางนายพูน พานิชพิบูลย์ ยังวิเคราะห์สถานการณ์ผู้เล่นตลาดส่วนใหญ่ ในช่วงสถานการณ์การชะลอฉีดวัคซีนโควิด 19 ว่า อยู่ในภาวะระมัดระวังมากขึ้น และขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อรอลุ้นการประชุมเฟดที่จะทราบในช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสฯ ตามเวลาของสหรัฐฯ ส่งผลให้ในฝั่งของตลาดหุ่นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ที่ปรับตัวขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับแรงเทขายกดดัน ซึ่งส่งผลให้ทางหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq ปิดตลาด -0.71% ส่วนดัชนี Dowjones ปิดลบอยู่ที่ -0.27% และดัชนี S&P ก็ลดลง -0.20% จากแรงเทขายทำกำไรหุ้นในกลุ่ม Cyclical ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลาดส่วนใหญ่ติดลบ ลดลงเป็นถ้วนหน้า ซึ่งปัจจัยนี้เองก็มีส่วนทำให้เงินบาทลดลงด้วยเช่นกัน 

      แต่ในทางกลับกันฝั่งยุโรปผู้เล่นตลาดหุ้นยังคงเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงหนุนให้ ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.26% แม้ว่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี จะเจอแรงขายทำกำไรอย่างเช่น Adyen -1.73%, Infineon Tech. -0.75% ก็ตาม 

      ในฝั่งของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตัวอยู่ที่ 0.4% สู่ระดับ 74.3 และ 72.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้การปรับตัวของราคาน้ำดิบคาดหวังว่าจะให้เศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้นหลังจากสถานการณ์การระบาดโควิด 19 ช่วยให้ความต้องการใช้พลังงานสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องได้ 

ตลาดการเงินอยู่ในภาวะระมัดระวัง ก่อนทราบผล FOMC

      ถึงแม้ค่าเงินบาทจะลดลง แต่ว่าตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ ยังอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 90.51 จุด ในส่วนของฝั่งยุโรปอย่างค่าเงินยูโร ก็ยังคงแกว่งตัวในระดับ 1.2125 ดอลลาร์ต่อยูโร ซึ่งไม่ต่างกับทางเงินเยน ที่ทรงตัวใกล้ระดับ 110 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ทางนายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงิน ธนาคารกรุงไทย มองว่าเงินดอลลาร์ก็มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideway เช่นเดียวกับค่าเงินบาทวันนี้ ทั้งนี้ต้องรอดูสถานการณ์การประชุม FOMC ก่อน ดังนั้นตลาด เงินบาท และการเงินทั่วโลกจึงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว ซึ่งคาดว่าที่ประชุม FOMC อาจมีการประชุมเพื่อปรับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น 

      อย่างไรก็ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นปัจจัยที่ทำให้ทาง FOMC ต้องเร่งหาวิธีแก้ปัญหาการเงินที่ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบ รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน